เธอตรวจเจอเชื้อ เอช.ไพโลไร เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร จากแค่การไม่ใช้ช้อนกลาง



จากความบังเอิญที่เธอพาแฟนไปหาหมอด้วยอาการคล้ายโรคกระเพาะที่รักษามานาน 2 ปี ทำให้พบว่าเธอเองก็ติดเชื้อ “เอช.ไพโลไร” ที่สามารถติดต่อกันได้ง่าย เพียงแค่ตักอาหารกินด้วยกันหรือดูดน้ำหลอดเดียวกัน ซึ่งเชื้อโรคตัวร้ายนี้สามารถทำให้เกิดแผลในกระเพาะ และยังเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร วันนี้เรามีโอกาสได้มานั่งคุยกับปีใหม่ วรัชญา และเธอจะมาแชร์ประสบการณ์และวิธีป้องกันเชื้อเอช.ไพโลไร ให้พวกเราได้ระวังตัวกันมากขึ้น 



เมื่อแฟนตรวจเจอเชื้อเอช.ไพโรไล จากอาการกระเพาะอักเสบ 
“จริงๆ ตอนแรกเราไม่ได้รู้ว่าตัวเองมีเชื้อเอช.ไพโลไร ความบังเอิญเกิดจากตอนที่เราพาแฟนไปหาหมอด้วยอาการเหมือนโรคกระเพาะ คือปวดท้อง จุกแน่นท้อง ต้องกินยาลดกรดทุกวัน รักษามาตลอด 2 ปีแต่ก็ยังไม่หาย จนสุดท้ายเราตัดสินใจพาเขาไปรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเพื่อเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ หมอบอกว่าอาการกระเพาะอักเสบของแฟนเราดีขึ้นเยอะ มะเร็งก็ไม่มี แต่ที่ตรวจเจอตอนนี้คือเชื้อเอช.ไพโรไล” 

ติดต่อได้ง่าย  แค่ทานอาหารร่วมกัน
แล้วก็ต้องเซอร์ไพรส์อีกรอบเมื่อหมอบอกว่าเธอเองก็มีโอกาสติดเชื้อเหมือนกัน “หมอบอกว่าหมอรับประกันเลย 99% ว่าเราเองก็มีโอกาสติดเชื้อไปแล้ว เพราะมันติดต่อกันง่ายมาก ยิ่งคนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แค่กินน้ำแก้วเดียวกัน ตักแกงกินถ้วยเดียวกัน คือแค่โดนน้ำลายกันก็ติดแล้ว ตอนนั้นตกใจแล้วก็งงมาก เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ป่วย ไม่เคยมีปัญหาเรื่องช่องท้องเลย หมอบอกว่าการตรวจเชื้อเอช.ไพโรไลเจอในวันนี้ มันอาจจะไม่ได้แสดงอาการอะไรเลย แต่ถ้ามันสะสมในร่างกายเรื่อยๆ ในอนาคตก็มีโอกาสเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารได้” 

เมื่อตัดสินใจตรวจ...ก็เจอตัวเชื้อจริงๆ
“ตอนนั้นก็คิดนะว่าเราปกติดี ทำไมอยู่ๆ เราก็กลายเป็นคนป่วยแล้วต้องเสียเงินส่องกล้องด้วย หมอบอกว่ามันเป็นสิทธิ์ของเราที่จะตรวจหรือไม่ตรวจ แต่ถ้าแฟนเราหายแล้ว แล้วเรามีเชื้ออยู่ เค้าก็มีโอกาสเป็นซ้ำเพราะอาจได้รับเชื้อจากเราอีก เราเลยตัดสินใจตรวจ” ซึ่งโชคดีที่การตัดสินใจของเธอในวันนั้นทำให้เธอได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ “โอ้โห! พอส่องกล้องเสร็จเท่านั้นแหละรู้เรื่องเลย เรามีเชื้อเอช.ไพโรไลจริงๆ เขาก็เอาผลมาให้ดู ซึ่งหมอก็ให้เราเข้ารับทรีตเม้นท์ด้วยการกินยาฆ่าเชื้อ 2 อาทิตย์ เขาก็จะกำหนดโดส วิธีกินยา และวิธีรักษามาให้”

รักษาหายได้...แค่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
เมื่อทานยาครบตามที่หมอสั่งแล้ว ก็ถึงเวลากลับมาตรวจเชื้อดูอีกครั้ง “หลังจากที่เรากินยาฆ่าเชื้อครบ 2 อาทิตย์ หมอจะให้เว้นหนึ่งเดือนโดยที่เราต้องงดยาปฏิชีวนะทุกชนิด และกลับไปเทสต์โดยการให้เราเป่าลมใส่ถุง แล้วเขาก็จะเอาลมหายใจของเราไปเทสต์ว่ายังมีเชื้อเอช.ไพโรไลอยู่หรือเปล่า อย่างเคสของเรากับแฟน ผลคือไม่มีเชื้อ หมอบอกว่าโอเคแสดงว่าหายแล้ว แต่หลังจากนี้ไปเราก็ต้องใช้ชีวิตอย่างระวัง ปรับพฤติกรรมการกิน ไม่กินอาหารร่วมกับคนอื่น”

สร้างความปลอดภัย & ไม่ทำร้ายคนอื่น ด้วยการ “ใช้ช้อนกลาง”
บทเรียนครั้งนี้ ทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น “จากปกติเวลาเรากินอะไรแล้วเพื่อนถามว่าอร่อยมั้ย ขอชิมหน่อย แต่ก่อนเราให้กินเป็นเรื่องธรรมดาเลย แต่เดี๋ยวนี้คือระวังมาก เกรงใจนะแต่ก็ต้องพูด เพื่อความปลอดภัยของเราเองและไม่ทำร้ายคนอื่นด้วย ยิ่งธรรมเนียมคนไทยที่กินข้าวแบบแชร์กัน สั่งกับข้าวมากินด้วยกัน ต้องขอช้อนกลางไว้ตักอาหาร กินน้ำแกงก็ขอถ้วยแบ่ง ต้องรู้จักปฏิเสธบ้าง มันไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท แต่มันเป็นเรื่องจำเป็นที่เรามองข้าม เป็นเรื่องสุขภาพระยะยาวที่เราต้องใส่ใจจริงๆ”

สุดท้ายนี้เธอยังฝากบอกทุกๆ คนว่า “ความเสี่ยงในชีวิตประจำวันของเรามันมีเยอะเหลือเกิน แม้แต่ในอาหารที่ปรุงไม่สุก หรือไม่สะอาดก็อาจมีเชื้อเอช.ไพโลไรได้เหมือนกัน แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการกินร้อน ช้อนกลาง และไม่กินอาหารร่วมกับคนอื่น แค่เราเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมการกินให้ถูกสุขอนามัย นั่นก็เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดแล้ว”