‘จิตเป็นนาย...กายเป็นบ่าว’ Eye Kamolned x Health Addict

อีกหนึ่งคอนเทนต์ที่ให้ข้อคิดดีๆ ส่งตรงมาจาก อาย-กมลเนตร เรืองศรี หลังจากที่เธอได้พูดถึงเรื่องการออกกำลังกายกันไปแล้ว ครั้งนี้เธอจะมาพูดถึงเรื่องพลังของใจกับประโยคที่ว่า “จิตเป็นนาย...กายเป็นบ่าว” 

 


ถ้าพร้อมแล้ว ไปฟังเธอเล่าเรื่องนี้กัน ...

ที่พระท่านสอนว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เราเองได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็มีความเข้าใจตามประสาของเด็ก (ผู้ประสบการณ์การใช้ชีวิตยัง) น้อย เช่น ใจอยากกินขนม ก็สั่งให้ร่างกายซึ่งคือคนรับใช้ ออกไปซื้อขนมให้ เพราะจิตใจไม่มีขาเดินไป ต้องให้ขา ใช้แขน ใช้ตาของร่างกาย เป็นผู้รับผิดชอบในการเดิน มองทาง และหยิบจับขนมให้ หรือแม้กระทั่งความไม่อยากเองก็ตาม ใจไม่อยากอาบน้ำ เพราะกำลังติดพันกับการดูการ์ตูนเรื่องโปรดอยู่ ก็จะไม่สั่งให้ร่างกายลุกไปอาบน้ำ ก็เพราะใจยังเพลิดเพลินอยู่กับการ์ตูนตรงหน้า

พอโตขึ้นมา ได้เจออะไรมากขึ้น รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่เข้ามาในแต่ละช่วงชีวิต ถึงจะได้เข้าใจว่า สิ่งที่เราเข้าใจมาตอนเด็กๆ เนี่ย มันมาถูกทางแล้ว แต่มันแค่มองเห็นความสามารถของพลังใจมากขึ้น ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งของตัวเราเองและคนรอบข้าง มันไม่ใช่แค่การสั่งให้กายเดินออกไปซื้อขนมให้ หรือจะปล่อยให้ตัวเองนั่งดูการ์ตูนโดยไม่ลุกไปอาบน้ำ ...จิตใจมันมีพลังมากกว่านั้น

 


ไฟของใจในตัวเราถูกจุดประกายให้สุกสว่าง เมื่อประมาณอายุ 18 ปี ช่วงนั้นเป็นขวบปีที่เราเองได้รู้จักการทำงานหาเงินเองเป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องได้รับเงิน แต่ ณ ตอนนั้น เรารู้สึกว่าเรากำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งนั่นก็ถือว่า เราต้องทำให้โหมดความรับผิดชอบมันแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม เรากำลังจะก้าวขึ้นบันไดอีกขั้นของชีวิต 

เมื่อใจมันมีไฟ มันก็เหมือนมีพลังงานในการขับเคลื่อนร่างกายให้ทำสิ่งต่าง ๆ

 

แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือ เราไม่ได้มีพลังใจอยู่ตลอดน่ะสิ มันมีลด มีเพิ่มสลับสับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา แต่ข้อดีอย่างหนึ่งเมื่อเรารู้สึกว่าเราหมดพลังใจนั่นก็คือ “เรากำลังรู้ทัน” เรารู้ทันว่าตอนนี้พลังใจเหลืออยู่แค่ค่อนหลอด เราจะพาตัวเองออกไปหาพลังใจมาเติมเต็ม

นอกจากเราจะชอบออกไปเจอผู้คน ได้พูดคุยกับคนอื่นๆ เรายังมีอีกหนึ่งสิ่งที่โชคดีที่ได้ทำ คือ การเป็นสปีกเกอร์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อไปพูดคุยเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้น้องๆ ฟัง ซึ่งหัวข้อในแต่ละครั้งก็จะต่างแตกกันออกไป แต่มีจุดร่วมคือ เรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจ 





ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีไปพูด จะมีนักศึกษามากมายนั่งฟังเรา เราเชื่อว่าอย่างน้อยคนหนึ่งในนั้น จะต้องได้อะไรจากการฟังสิ่งที่เราแชร์ น้องๆ จะสื่อสารกับเราผ่านทางสายตา บ่อยครั้งที่เราได้เห็นดวงตาของเด็กวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเอง นั่งฟังเราพูดอย่างตั้งใจ และมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลังจากเราลงมาจากเวที นั่นแหละ เราได้ชาร์จพลังเข้าสู่หัวใจของเราได้จากทางนั้น

เกือบสิบปีแล้ว ที่เราชอบทบทวนตัวเองในแต่ละวัน ว่าวันนี้ไปเจออะไร ไปทำอะไรมา แล้ววันนี้จบวันด้วยความสุขมากน้อยแค่ไหน วันไหนมีความสุขเราจะบันทึกผ่านสมุด หรือ ทวิตเตอร์ ส่วนวันไหนที่เปอร์เซ็นต์ของความทุกข์มีมากกว่า เราเลือกที่จะไม่เล่นโซเชียลมีเดียอะไรทั้งสิ้น ไม่อัพเดทขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานทางความรู้สึก ที่เมื่อวันหนึ่งก้อนความรู้สึกหรือพลังงานลบเหล่านั้นมันเลือนหายไปแล้ว แต่สิ่งที่เราโพสต์มันยังคงอยู่ เราเลือกที่จะนอนไปเลย ตื่นมาก็ค่อยลุยใหม่ 





วิธีการที่เราเล่ามา อาจจะไม่ใช่หนทางที่ดีหรือถูกต้องที่สุด ทุกคนย่อมมีทางจัดการกับปัญหาหรือไม่สบายใจแตกต่างกันออกไป แต่เราแค่อยากแชร์สิ่งที่เราทำจริง และได้ผลจริง หากใครอ่านมาถึงตรงนี้ เราอยากเน้นย้ำอีกครั้ง ว่าเราไม่ใช่ผู้หญิงโลกสวย เราแค่มองโลกตามความเป็นจริง แต่อยากมองมันในแง่บวก เพราะเรายังมองไม่เห็นประโยชน์จากการมองโลกในแง่ลบเลย 

ท้ายที่สุดแล้ว ในช่วงเวลาทบทวนตัวเองก่อนนอนทุกคืน เราก็จะไม่ลืมข้อสำคัญที่ว่า ไม่ว่าเราจะมี จะเป็น หรือจะทำสิ่งใดก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับว่า จิตของเราสั่งให้เราทำแบบไหน 
“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”




แต่ตอนนี้เขียนจบแล้ว ขอตัวลุกไปอาบน้ำก่อนนะ จิตเราออกคำสั่งแล้วแหละ :)


 
-->