‘from canvas to skin’ จากเด็กที่รักในศิลปะ สู่การเป็นเจ้าของร้านสักผู้หลงใหลในดอกไม้และลวดลายมินิมอล

เมื่อการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนกระดาษหรือแคนวาส ผิวหนังคนจึงเปรียบเสมือน Artboard ขนาดใหญ่ที่จะเอาไว้บรรเลงเรื่องราวต่างๆ ผ่านหมึกสีและเข็มสัก เพื่อบันทึกความทรงจำอันมีค่าเอาไว้ หลายคนจึงหลงใหล แม้จะต้องแลกมากับความเจ็บปวดก็ตาม วันนี้เราจะพาไปคุยกับ ‘มาย ณัชชา เจริญโชคกิตติ’ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่นชอบในศิลปะบนผิวหนัง จนนำไปสู่การเปิด Wine Tattoo Studio ร้านสักคิวทองที่ต้องจองคิวกันยาวแบบข้ามปี



‘จากผ้าใบ สู่ผิวหนัง’ เมื่อศิลปะนั้นไม่จำกัด Material

“การสักมันก็เป็นศิลปะเหมือนกันเนอะ” คือความคิดของเธอ เมื่อเราถามย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นความชอบในศิลปะ และการเป็นช่างสัก “เริ่มจากตอนเด็กๆ ที่คุณพ่อเป็นคนชอบวาดรูป แล้วก็สอนเราวาดรูป เราก็ซึมซับมาตั้งแต่ตอนนั้น จนเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรมฯ แล้ววันนึงเราเห็นเพื่อนเราไปสักมา เราก็เลยไปสักบ้าง แล้วก็คิดว่า เออ! มันก็เป็นศิลปะเหมือนกัน แค่เราต้องเปลี่ยนเครื่องมือ แล้วก็เรียนรู้กับมันใหม่ เราก็เลยสนใจอยากลองทำดู ตอนนั้นก็เสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตเนี่ยแหละ แล้วก็ลองไปเรียนดู เรียนรู้พวกพื้นฐาน เครื่องมือ หรือว่าหลักการที่ควรจะรู้” แต่ไม่ใช่ว่าแค่นั้นแล้วจะสักคนอื่นได้เลยนะ เพราะการสักเป็นศิลปะที่จะผิดพลาดไม่ได้ การฝึกฝนให้ชำนาญจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม “ตอนแรกก็ฝึกกับหนังเทียมก่อน เพราะว่าเครื่องสักมันจะค่อนข้างสั่นแรง พอเรารู้สึกว่ามั่นใจระดับนึงแล้ว เราก็ค่อยฝึกกับคนจริงๆ”

งานสักชิ้นแรก กับความรู้สึกกังวล ปนตื่นเต้น

อะไรที่เป็นครั้งแรก มักจะเป็นที่จดจำเสมอ เราเลยถามถึงประสบการณ์ครั้งแรกในฐานะ ‘ช่างสัก’ กันสักหน่อย “ตอนแรกเรากลัวมาก เพราะว่าเรากลัวไปทำเค้าเจ็บ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเข็มมันจะลงไปลึกแค่ไหน ตอนนั้นเราก็จะแบ่งกับคนที่ฝึกอีกคนนึง สักกันคนละครึ่ง ความรู้สึกคือมันตื่นเต้นมาก เพราะการสักมันพลาดไม่ได้ แล้วก็เป็นครั้งแรกของเรา แต่ดูแล้วเค้าก็น่าจะเจ็บอยู่ เพราะว่าเหมือนตอนที่เพื่อนอีกคนสัก คือผิวเค้าดูไม่แดง แต่พอเราสักแล้วมันแบบดูแดง เข็มน่าจะลงลึกเกินไปอะไรอย่างงี้” จนมาถึงจุดเริ่มต้นของร้าน Wine Tattoo Studio และการสักสไตล์มินิมอล “พอเราเรียนจบก็ย้ายมาอยู่ตรงนี้ (BTS อุดมสุข) ตอนแรกก็เหมือนลูกค้าผู้หญิงจะมีเยอะ อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นผู้หญิงด้วยแหละ แล้วส่วนตัวก็เป็นคนชอบสักดอกไม้ พวกงานลายเล็กๆ ที่ค่อนข้างมี Detail มันก็เลยเหมือนเป็นสไตล์นี้ขึ้นมาเอง”



ความสุขในการสัก เกิดจากความรักในสิ่งที่ทำ

เธอบอกกับเราว่า การจะทำงานอะไรก็ตามให้ออกมาดี สิ่งสำคัญที่มีเลยคือ Passion “การทำอาชีพนี้อะ เราก็เหมือนได้วาดรูปเนอะ เหมือนเราก็ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ แล้วก็ได้เงินด้วย” ซึ่งเธอก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้มอบผลงานดีๆ ให้ลูกค้า “ดีใจทุกครั้งที่ลูกค้าได้งานที่เราตั้งใจทำ มันก็เหมือนเป็นผลงานของเราที่ติดตัวคนอื่นเค้าไปประมาณนั้น เราก็เลยรู้สึกว่าอยากที่จะทำมันออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” แต่ถ้าถามถึงบุคคลอันเป็นที่รัก ที่เธออยากจะฝากลายเส้นเอาไว้บนร่างกายมากที่สุด เธอตอบได้อย่างไม่ลังเลเลยว่า “จริงๆ คือคุณแม่อะ อยากจะให้เราสักให้ตั้งนานแล้วแหละ ตั้งแต่ที่เราเริ่มสักใหม่ๆ แต่ก็ยังไม่ได้สักให้คุณแม่สักที เราอยากจะสักดอกไม้ให้ เพราะว่าเราเป็นคนชอบสักดอกไม้เนอะ ก็เลยคิดว่าอยากจะดีไซน์เป็นงานดอกไม้แล้วสักให้คุณแม่”
 

“ บางคนสักชื่อแฟน แล้วพอเลิกกันไปก็ต้องมาสักทับ เราเลยคิดว่าอย่าเสี่ยงดีกว่า แบบมันไม่มีอะไรแน่นอน ”



เพราะรอยสักนั้นอยู่ตลอดไป การสักในสิ่งที่ใช่จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ถึงแม้การมีรอยสักอยู่บนร่างกายมันจะดูเท่ไม่เบา แต่เพราะรอยสักมันเป็นศิลปะที่จะคงอยู่แบบถาวร เธอเลยฝากว่าให้คิดกันดีๆ ก่อนที่จะตัดสินใจสัก “อยากแนะนำว่าควรจะคิดให้ดีก่อน เพราะว่าอย่างเราเองก็เคยไปสักมาแบบไม่ได้คิดให้ดี ซึ่งพอนานๆ ไปเราก็เบื่อ แล้วก็อยากให้ลูกค้ารีเสิร์ชข้อมูลร้านด้วย เพราะว่าช่างแต่ละคนก็จะถนัดไม่เหมือนกัน ควรดูสไตล์งานของช่าง ว่าเหมาะกับงานที่เราจะสักมั้ย” โดยเฉพาะการสักชื่อของแฟนหรือคนรัก “จริงๆ ก็มีลูกค้าเคยมาสักชื่อแฟนเหมือนกัน สักเป็นทั้งชื่อทั้งนามสกุลเลย แล้วพอเค้าเลิกกับแฟนเนี่ย ก็ต้องกลับมาสักทับ เราก็เลยคิดว่าอย่าเสี่ยงดีกว่า เพราะอนาคตมันแบบไม่มีอะไรแน่นอนอะ” และอีกเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือปัญหาด้านสุขภาพ “แล้วก็เรื่องของโรคประจำตัว อย่างคนที่เป็นน้ำเหลืองไม่ดี คนที่เป็นคีลอยด์ ก็ไม่ควรจะสัก เพราะว่าการสักมันก็เป็นแผลเหมือนกัน เราว่าทางที่ดีก็ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อน”

‘รอยสัก’ คืองานศิลปะที่ทำร่วมกันระหว่างช่างกับลูกค้า

การสักลายให้ออกมาดูดีตามแบบเป็นหน้าที่ของช่าง แต่การดูแลทั้งก่อนสักและหลังสักนั้นเป็นหน้าที่ของลูกค้า “คุณภาพของผิวค่อนข้างมีผลมาก ถ้าผิวที่มันชุ่มชื้นสุขภาพดี ไม่แห้งกร้าน มันก็จะทำให้สักติดได้ง่ายกว่าผิวที่มันแห้งหรือด้าน แนะนำให้เตรียมผิว ทาโลชั่นมาก่อน ส่วนในเรื่องของสีผิว ถ้าสักขาวดำมันจะไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่หรอก แต่การสักสีเนี่ย สีจะสดหรือไม่สด มันก็ขึ้นอยู่กับสีผิวเราด้วย อย่างถ้าคนที่สีผิวค่อนข้างเข้ม เวลาสักไปอะ สีที่สักมันก็อาจจะไม่ได้สดมาก มันจะมีความหม่นอยู่ด้วย” และก็ต้องทำความเข้าใจด้วย ว่ารอยสักถึงแม้จะอยู่ถาวร แต่มันก็ซีดจางไปตามกาลเวลาได้เหมือนกัน “คือเหมือนพอเราสักไปนานๆ เนี่ย ระบบภูมิคุ้มกันของเรา มันจะไปทำปฏิกิริยากับเม็ดสีส่วนเกิน แล้วก็ค่อยๆ ย่อยสลายไป มันเลยทำให้สีมันจาง อีกอย่างก็คือถ้าเราตากแดดเยอะ ก็จะทำให้สีจางด้วยเหมือนกัน อาจจะต้องมาคอยเติม แต่ว่าจะเติมมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเราเลย”



รอยสักและลวดลาย ‘Wine Tattoo Studio’ คือคำตอบ

สุดท้ายนี้ เธอฝากไว้ว่า “ร้าน Wine Tattoo Studio ก็เป็นร้านสักสไตล์มินิมอลนะคะ ถ้าเกิดใครที่ชอบงานสไตล์เล็กๆ หรือว่าพวกงานเส้นบางๆ อะไรอย่างงี้ ก็สามารถมาสักกันได้เลย อย่างตอนนี้ล่าสุด ถ้าเป็นมาย คิวก็จะอยู่ที่เดือนมีนาคม (ณ วันที่สัมภาษณ์) ค่ะ” และเธอก็อธิบาย Process คร่าวๆ สำหรับคนที่ต้องการจะสักไว้ว่า “คืออย่างแรก ก่อนที่จะสัก เราก็ต้องมีลายที่จะสักเนอะ แล้วเราก็ต้องเอาลายเนี่ยไปดราฟลงผิวเพื่อให้ลูกค้าดูก่อนว่าตำแหน่งนี้โอเคมั้ย แล้วก็จะมีขนาดมาให้เลือกประมาณ 3 ขนาด เสร็จแล้วก็ดราฟลงผิว แล้วถึงจะเริ่มสัก โดยหลังสักเสร็จก็จะมีระยะเวลาการรอให้แผลลอกอยู่ที่ 1-2 สัปดาห์” ถ้าใครที่สนใจงานสักสไตล์นี้ ก็ติดต่อสอบถามและจองคิวสักกับเธอได้เลย รับรองว่าจะได้งานที่ดีกลับไป สมกับการจองคิวแบบยาวนานข้ามปีแน่นอน
 

Check List การเตรียมตัวก่อนสัก

• พักผ่อนให้เพียงพอ
• งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
• งดยาแก้ปวด
• สวมเสื้อผ้าที่ง่ายต่อการเปิดบริเวณที่จะสัก
• สวมเสื้อผ้าสีเข้ม เพราะหมึกจากรอยสักอาจเลอะเสื้อได้
• ดื่มน้ำเยอะๆ และพกลูกอมมากิน
• ฟังเพลงระหว่างสัก ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
 

Line : @winetattoostudio
Instagram : @winetattoostudio
Facebook : Wine Tattoo Studio