การดื่มน้ำ เรื่องใกล้ตัวที่กลัวเข้าใจผิด




เรื่องการดื่มน้ำ มีคำคุ้นหูที่เราได้ยินมา คือ ควรดื่มอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (แต่ไม่รู้ว่าแก้วขนาดเท่าไหร่) และยิ่งดื่มมากยิ่งดี วันนี้เรามาไขข้องใจจริงกันดีกว่าว่า เป็นแบบที่เราเคยได้ยินมาหรือเปล่า...
 
ดื่มน้ำมากน้อยแค่ไหนดี : การดื่มน้ำก็เหมือนกับทุกๆ การกินดื่ม คือต้องเดินสายกลาง ดื่มน้ำมากไปหรือน้อยไปก็ไม่ดีทั้งนั้น มีคุณหมอท่านหนึ่งให้สูตรของการดื่มน้ำไว้ว่า คุณมีน้ำหนักตัวเท่าไหร่ให้คูณด้วย 33 คือปริมาณน้ำที่ควรดื่มเป็นมิลลิลิตร เช่น คุณมีน้ำหนักตัว 65 คูณด้วย 33 ก็ให้ดื่มน้ำวันละประมาณ 2.14 ลิตร โดยนับรวมอาหารที่มีน้ำซุป หรือผลไม้ที่มีน้ำมากไปด้วย หากดื่มน้ำน้อยเกินกว่าที่ควร เลือดจะไหลเวียนไม่ดี ไตก็กำจัดของเสียได้น้อย มีผลเสียต่อสุขภาพ
 
ดื่มน้ำตอนไหนดี : ให้ดื่มในตอนเช้าหลังตื่นนอนใหม่ๆ อย่างน้อย 2 แก้ว เพื่อขจัดสารต่างๆ ที่ตกค้างในร่างกายออกมาทางปัสสาวะ และเวลาที่ไม่ควรดื่มน้ำก็คือ ก่อนกินอาหาร 15 นาที ระหว่างกินอาหาร และหลังกินเสร็จใหม่ๆ เราควรทิ้งระยะการดื่มน้ำอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้น้ำย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากกลัวปากไม่สะอาดให้ใช้วิธีบ้วนปากและจิบน้ำเพียงเล็กน้อยแทน การดื่มน้ำที่ถูกต้องคือการจิบบ่อยๆ ครั้งละน้อยๆ โดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหาย
 
ดื่มน้ำเย็นได้ไหม : มีข้อมูลประเภทบอกต่อๆ กันมาว่า การดื่มน้ำเย็นจะทำให้ไตทำงานหนักเพราะต้องกำจัดความเย็นออก แต่โดยปกติร่างกายก็สามารถปรับอุณหภูมิได้ ทำให้น้ำเย็นที่ดื่มเข้าไปเพียงสักครู่ก็จะหายเย็นแล้ว ไตจึงไม่ได้ทำงานหนักขึ้นแต่อย่างใด อาจจะผลเสียอยู่บ้างสำหรับบางคนที่การดื่มน้ำเย็นจะทำให้รู้สึกปวดท้อง และน้ำเย็นมีส่วนไปรบกวนน้ำย่อยและระบบย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารบูดเน่าง่าย ร่างกายก็จะได้รับของเสียเพิ่มขึ้น มีคำถามว่า การดื่มน้ำเย็นทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น เลือดข้น ไขมันจับตัว ส่งผลเสียต่อหลอดเลือด มีโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดตีบมากขึ้น...จริงไหม? ในทางการแพทย์นั้นน้ำเย็นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูดซึม แตกตัว หรือการเกาะตัวของไขมันในร่างกายเลย การที่ไขมันจะจับกันเป็นก้อนแข็ง ต้องอยู่ในอุณหภูมิต่ำมากๆ อย่างในตู้เย็น และเพราะอุณหภูมิของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ร่างกายจึงปรับอุณหภูมิของน้ำเย็นที่ดื่มเข้าไปได้เอง
 
หากสามารถทำได้ การดื่มน้ำอุณหภูมิปกติน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และการดูแลสุขภาพคงไม่ใช่แค่เรื่องของการดื่มน้ำ แต่ต้องทานอาหารให้ครบหมู่ตามสัดส่วนที่พอเหมาะ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้แจ่มใสไม่เครียดจะดีกว่า