อยู่ในสถานการณ์เหล่านี้...ใช้ชีวิตแบบ 'Be Yourself ' ยังไงไม่ให้ทำร้ายตัวเอง



สิ่งที่อยากแชร์กับคุณนี้มาจากประสบการณ์ตรงของตัวเราเอง เพราะการที่เราเป็นคนปากไว พูดอะไรออกมาก็ตามใจปากซะทุกอย่าง ต่อให้ไม่ได้คิดร้ายกับใคร แต่สุดท้ายมันกลับสร้างผลเสียกับตัวเรามากที่สุดเลยหล่ะ!

และเพื่อเป็นการเซฟตัวคุณเอง ไม่ให้ไปทำร้ายคนที่เขาแคร์คุณจริงๆ รวมถึงกันตัวคุณให้ออกห่างจากผู้ไม่หวังดีตามสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ นี่! คือคำแนะนำจากใจของเรา …

Be Yourself#1   เป็นตัวเอง “ในออฟฟิศ” ได้แค่ไหน?  
ถ้าจะพูดกันตรงๆ เรื่องของการเป็นตัวเองมากไปในที่ทำงานจนเกินพอดีนั้น เราถือว่า “เป็นผลเสียมากกว่าผลดี” ซึ่งอันนี้เราไม่นับเรื่องของการผลิตชิ้นงานที่ต้องใส่ความเป็นตัวตนของคุณลงไป (ฉะนั้นอย่าหลงประเด็นหล่ะ)  แต่จะเป็นเรื่องของการวางตัวให้เหมาะสมต่างหาก ก็เพราะที่ออฟฟิศไม่ใช่ที่บ้าน คุณจะชิวในทุกการกระทำของตัวเอง “ไม่ได้” น๊ะจ๊ะ!

…และการที่จะพูดหรือระบายอะไรออกมาตามอำเภอใจ บางครั้งคุณก็ต้องเข้าใจบ้างว่าเพื่อนๆ ที่ทำงาน เขามีสิ่งที่ต้องดีลกับชีวิตของตัวเองเหมือนกัน ฉะนั้น! จะกวนใคร จะเมาท์ใคร สังเกตหน่อยว่าเขาพร้อมรับฟังคุณจริงหรือเปล่า และอีกอย่าง คุณไว้ใจเขาคนนั้นได้มากแค่ไหนด้วย! อ้อ...และนี่คือสิ่งที่ต้องรู้ สำหรับใครที่คิดจะบ่นอะไรให้เพื่อนในออฟฟิศฟัง ทุกครั้ง! คุณต้องไม่ลืมนึกถึง 3 ข้อนี้เด็ดขาด… 
 
1. เขาไว้ใจได้แค่ไหน ?= ลองดูว่าเวลาคุณคุยกับเขา เจตนาของเขาเป็นยังไง?  ทัศนคติเขาเป็นแบบไหน? เขาเป็นคนที่พร้อมจะช่วยเหลือคุณยามที่คุณเดือดร้อนเรื่องต่างๆ ได้จริงหรือเปล่า ลองสังเกตจากการที่คุณใช้เวลาด้วยกันกับเขาระหว่างการทำงานยังไงหล่ะ   
 
2. คุณรู้จักเขาดีพอหรือยัง? =เขามีความน่าเชื่อถือแค่ไหนที่จะไม่เล่าต่อในสิ่งที่คุณไม่อยากให้คนอื่นรับรู้  เช็คง่ายๆ เลย ลองดูจากเรื่องส่วนตัวที่คุณเล่ากับเขา เมื่อไหร่ที่คุณบอกว่า “เราบอกเธอคนเดียว ห้ามบอกต่อนะ” แต่แล้ววันรุ่งขึ้นมีอีกคนนึงรับรู้เรื่องนี้ด้วย แปลว่าความลับนี้ได้รั้วไหลออกไปเรียบร้อยแล้วจ้า ซึ่ง! คุณจะทำอะไรได้ไม่มากนะ นอกจากค่อยๆ ถอยความสัมพันธ์ออกมาเรื่อยๆ และอย่าหลวมตัวไปไว้ใจเขาอีก 
 
3. เมื่อคุณทำในสิ่งที่ผิด เขากล้าเตือนคุณด้วยความจริงใจแค่ไหน ? = ในบางเรื่องที่คนอื่นไม่กล้าเตือน แต่เขาเลือกที่จะเตือนคุณ เพราะเห็นว่าคุณทำไม่ถูก จังหวะนี้เราอยากให้คุณอย่าเพิ่งโกรธ แล้วลองดูว่ามันจริงมั้ย?  เพราะบางทีการเตือนของเขาคือความหวังดีจริงๆ และไม่อยากให้คุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็เป็นได้  
 
เราว่า…แค่สามข้อนี้ก็พอพิสูจน์ได้แล้วว่าคุณจะรู้สึกสบายใจกับคนในที่ทำงานได้แค่ไหน แต่เพื่อเป็นการเซฟตัวเองอย่างดีที่สุด! คุณต้องไม่ลืมว่าจะวางตัวยังไงให้มิตรภาพที่ดีนั้นถูกสานต่อไปได้อย่างยาวนาน ต่อให้สนิทกันแล้ว การวางตัวที่เหมาะสมก็ต้องมีอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลายด้วย และถ้าจะเผยตัวตนของตัวเองออกมา ก็ต้องแน่ใจแล้วว่าเขามีอีกมุมหนึ่งของชีวิตที่คุณได้รับรู้ด้วยเช่นกัน อย่าให้เขารับรู้เรื่องของคุณเพียงฝ่ายเดียว …ยังไง ก่อนจะพูด จะทำอะไรออกไป ต้องมีสติ   เพราะคำพูดก็คือการกระทำที่เป็นเสมือนอาวุธ คอยหันกลับมาทำร้ายเราได้เสมอ

Be Yourself#2 อยู่บ้านแล้วชิวได้…จริงหรอ? 
ถ้าอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ เรื่องการพูดจากับผู้หลักผู้ใหญ่ คุณก็ต้องไตร่ตรอง รักษาความรู้สึกกันด้วยสติ บางครั้งคุณอาจจะต้องหัดคิดกลับกัน เช่น ถ้าเราเป็นพ่อ เราจะดีลกับลูกที่เป็นแบบเรายังไง หรือถ้าเรามีหลาน หลานคิดแบบนี้เราจะทำแบบเดียวกับที่อาม่า อากงเตือนหรือเปล่า คุณไม่ควรใช้คำพูดแรงๆ รวมถึงแสดงอากัปกิริยาที่ไม่สุภาพต่อหน้าพวกเขา เพราะทุกคนล้วนมีเลเวลความเซนซิทิฟต่างกัน คำพูด การกระทำที่สร้างพลังเป็นลบ ยังไงก็ย่อมบ่อนทำลายความรู้สึกดีดีอยู่แล้ว การให้เกียรติ มีสติ ค่อยๆ คิดอ่านถึงการกระทำของตัวเอง จะช่วยเซฟความรุนแรงทางอารมณ์ของกันและกันได้ โดยเฉพาะตัวของคุณเอง คุณต้องควบคุมมันให้ดีที่สุด  

Be Yourself#3 อยู่ต่างแดน ต้องทำตัวยังไง? 
ขึ้นอยู่กับว่าคุณไปในฐานะอะไร นักเรียนแลกเปลี่ยน ไปทำงาน ไปเดท หรือไปอยู่ใช้ชีวิตที่นั่นอย่างถาวร สิ่งแรกที่ต้องทำคือเรียนรู้ว่าวัฒนธรรมของคนที่นั่น หรือสถานที่นั้นๆ เป็นยังไง ภาษา ประเพณี และสไตล์การสื่อสารเป็นยังไง คนที่นั่นชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และสิ่งสำคัญคือ การไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น รายได้ เลข IDต่างๆ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น รหัสบัตรเครดิต  ซึ่งต่อให้ภาษาและวัฒนธรรมจะต่างกันยังไง เราขอยืนยันตรงนี้ว่า ด้วยความเป็นมนุษย์ จิตสำนึก ความนึกคิด ก็มีทั้งดีและไม่ดีเหมือนกันหมด ถ้าตัดภาษาออกไป เรื่องการปรับตัว และการวางตัวก็จะเหมือนกับสถานการณ์แรก คิอการเป็นตัวเองตอนอยู่ออฟฟิศนั่นแหละ **หมายความว่า คุณควรจะเป็นมิตรกับทุกคน คิดก่อนพูดเสมอในเรื่องที่ละเอียดอ่อน พูดคุยเรื่องทั่วไป และก่อนเชื่อใจใคร ควรไตร่ตรอง ตรวจสอบทัศนคติของคนนั้นๆ ให้ดีพอเสียก่อน

เอาหล่ะ! เราก็หวังว่าคุณจะนำเอาทั้งสามเรื่องที่แชร์นี้ไปปรับใช้กัน  แล้วเราก็เชื่อนะว่าคุณทำได้ ขอแค่มีสติ และถือคติ "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" ให้มากขึ้น ทุกๆ คำพูดและการกระทำของคุณก็จะไม่ไปทำลายความรู้สึกดีดีของใคร หรืออย่างน้อย...ปัญหาที่ว่าใหญ่ ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ดูเบาลงได้เลย เพียงแค่เรารู้จักการวางตัว ทั้งท่าทาง คำพูดและการกระทำที่เหมาะสมเบสตามสถานการณ์ต่างๆ ยังไงหล่ะ