รู้ทันภัย “ไข้เลือดออก” นักฆ่าในหน้าฝน

นอกจากโรคสุดฮิตอย่างโควิด-19 ที่ว่าน่ากลัว พ่วงมาอีกด้วยโรคฝีดาษลิงที่เราต้องเฝ้าระวังกัน แต่ถ้าให้นึกถึงอีกหนึ่งในโรคระบาดที่อยู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ก็คงไม่พ้น ‘โรคไข้เลือดออก’ เรียกได้ว่าเป็นโรคภัยที่มากับยุงลายและภูมิอากาศเขตร้อนชื้น บางรายมีอาการรุนแรงและอาจมีอาการแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ. 2562 โรคไข้เลือดออกถือเป็นภัยด้านสาธารณสุข 1 ใน 10 อันดับของโลก ประชากรโลกกว่าครึ่งอยู่ภายใต้ภัยคุกคามของโรคไข้เลือดออก ในแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อกว่า 390 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 20,000 คน ถึงแม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับโรคไข้เลือดออกก็จริง แต่ยังมีข้อมูลที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน มาดูกันเลยว่าเราควรเฝ้าระวังเพื่อรู้ทันโรคไข้เลือดออกได้ยังไงกันบ้าง



#รู้ยัง?...โลกยิ่งร้อน ไข้เลือดออกยิ่งขยายเป็นวงกว้าง
เชื่อมั้ยว่าโรคไข้เลือดออกจะมีการระบาดสูงสุดในช่วงฤดูฝน พื้นที่น้ำท่วมขังและพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถือว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายชั้นดี และด้วยสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศในปัจจุบันที่ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1 องศาเซลเซียส ทำให้บางพื้นที่ที่เคยมีอุณหภูมิต่ำ ยุงลายไม่สามารถวางไข่ได้ กลายเป็นอากาศอุ่นขึ้น ยุงลายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นยังไงล่ะ

 #รู้ยัง?...โรคไข้เลือดออกติดไปแล้ว…ก็ติดอีกได้!
โรคระบาดบางประเภท มักเกิดในพื้นที่แออัด หรือเกิดกับคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ แต่โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ไม่จำกัดเชื้อชาติหรืออายุ เพียงแค่อยู่ในพื้นที่ที่มียุงลายก็สามารถเป็นได้เหมือนกัน ใครเคยเป็นแล้วก็เป็นซ้ำอีกได้ เพราะเชื้อไวรัสเดงกีที่เป็นที่มาของโรคไข้เลือดออกมีถึง 4 สายพันธุ์ด้วยกัน โดยอาการที่พบได้ทั่วไปคือ 
  • ไข้ขึ้นสูง 
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ 
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง 
  • ปวดตา 
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • เกิดผื่นที่ผิวหนัง

ซึ่งอาการที่รุนแรงมักมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ มีเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึมหรือกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ถ้าคนที่เคยติดเชื้อสายพันธุ์ไหนแล้ว จะไม่มีการติดซ้ำ แต่…การติดเชื้อครั้งที่ 2 กับสายพันธุ์ใหม่จะมีอาการรุนแรงมากกว่าครั้งแรกด้วย

#รู้ยัง?…โรคไข้เลือดออกไม่มียารักษา
โดยส่วนใหญ่แล้วการดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกคือต้องคอยสังเกตอาการ เพราะโรคนี้ยังไม่มียา ถ้าผู้ป่วยบางคนมีอาการรุนแรงต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้อยู่ในความดูแลใกล้ชิดของแพทย์และรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งการกินยาที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมากของโรคไข้เลือดออก เนื่องจากหนึ่งในอาการของโรคคือมีเกล็ดเลือดต่ำ การกินยาแอสไพรินเพื่อลดไข้ หรือยาในกลุ่ม NSAIDs เป็นสิ่งที่ควรเลี่ยงอย่างมาก เพราะจะส่งผลให้เลือดออกง่ายขึ้นกว่าเดิม 



#รู้ไว้…ป้องกันก่อน อย่าให้นักฆ่าในหน้าฝนมาทำร้ายเราได้
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นที่ยังไม่มีการป้องกันได้แบบ 100% สิ่งแรกที่เราทำได้คือเริ่มจากตัวเราเอง เช่น 
  • การดูแลสภาพภายในบ้านและที่ทำงานไม่ให้มีแหล่งน้ำขัง 
  • คอยเปลี่ยนแหล่งน้ำขังในบ้านให้สะอาด ไม่ให้ยุงลายมาวางไข่ 
  • หมั่นเก็บขยะ เศษอาหาร ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงได้
  • คอยทาโลชั่นกันยุงอยู่เสมอ
  • ไม่ออกไปในแหล่งที่มียุงชุกชุม อย่างสถานที่แออัด และมีความชื้นสูง

ซึ่งการสร้างพฤติกรรมที่ดีเหล่านี้สามารถเริ่มได้เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันโรค รวมถึงลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย แถมยังลดความรุนแรงของโรค และการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้อีกด้วย