เปิดประวัติวัคซีนตัวแรกที่มนุษย์ค้นพบ จนสามารถกำจัดโรคฝีดาษ (Smallpox) ได้สำเร็จ

ในโลกยุคใหม่ที่การแพทย์พัฒนาไปไกลกว่าในอดีตมาก เราลืมตาขึ้นมาดูโลก ไปพร้อมๆ กับการรับวัคซีนพื้นฐาน ที่ใช้ในการป้องกันโรคร้ายแรงต่างๆ ที่เคยคร่าชีวิตผู้คนมากมายในอดีต จนพูดได้ว่าเราผ่านวัคซีนกันมาแทบจะนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ในอดีตที่ความรู้และวิทยาการยังจำกัด มนุษย์ต้องต่อสู้กับเชื้อโรคกันแบบตามมีตามเกิดโดยที่ไม่มีวิธีป้องกันใดๆ วันนี้เราจะพาไปย้อนดูประวัติศาสตร์จากความบังเอิญ ที่ทำให้สามารถค้นพบวัคซีนตัวแรกของโลก ที่ใช้ต่อสู้กับโรคฝีดาษ (Smallpox) จนกระทั่งหยุดการระบาดได้สำเร็จ และช่วยชีวิตผู้คนได้นับล้านชีวิต




Pre-vaccination ก่อนที่โลกจะรู้จักกับวัคซีน

ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษร โรคระบาดคือสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นและคอยพรากชีวิตมนุษย์อย่างเราๆ อยู่เสมอ ‘โรคระบาดแอนโทนีน’ (Antonine Plague) คือโรคระบาดครั้งใหญ่ครั้งแรกที่คร่าชีวิตมนุษย์ยุคโบราณไปกว่า 5 ล้านคน ในช่วงปี ค.ศ. 165 - 180 ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในยุคนั้น ที่คาดว่ามีประมาณ 200 ล้านคนทั่วโลก คนที่ติดเชื้อจะมีสีผิวที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นสีดำและสีแดง มีเลือดออกในทางเดินอาหาร มีอาการไอรุนแรง และหายใจออกมาเป็นกลิ่นเหม็น และเสียชีวิตในที่สุด เชื่อว่าโรคนี้ติดมากับทหารโรมันที่เดินทางกลับมาจากการรบในตะวันออก และได้แพร่ไปจนถึงกษัตริย์ Marcus Aurelius Antoninus Augustus จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน จนทำให้พระองค์เสียชีวิตลงในที่สุด

หลังจากนั้น โรคระบาดอุบัติใหม่ก็กลับมาเยี่ยมเยือนมนุษย์เป็นครั้งคราว ตั้งแต่ ‘โรคระบาดจัสติเนียน’ (Plague of Justinian) ซึ่งเกิดขึ้นในจักรวรรดิไบเซนไทน์ในช่วงปี ค.ศ. 541 - 542 โดยเชื่อว่าโรคนี้มีต้นกำเนิดมาจากจีน และแพร่สู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล จนกระทั่งกระจายไปทั่วทั้งอาณาจักร และสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล โดยคร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง 30 - 50 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรโลกในขณะนั้นที่มีประมาณ 210 ล้านคน ไปจนถึงโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยพบมา อย่าง ‘กาฬมรณะ’ (Black Death) หรือ ‘Great Plague’ ซึ่งระบาดในช่วง ค.ศ. 1347 - 1352 ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตถึง 75 - 200 ล้านคน ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 200 ปีเลย กว่าที่โลกจะกลับมามีประชากรเท่ากับในช่วงก่อนการระบาดอีกครั้ง


เมื่อโลกรู้จักกับ New World Smallpox

โรคระบาดเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และในปี ค.ศ. 1520 โรคระบาดได้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เป็นทีของ ‘โรคฝีดาษ’ (Smallpox) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ไข้ทรพิษ ที่ทำให้ผู้ติดเชื้อปวดระบมไปทั้งตัว มีไข้สูง เจ็บคอ ปวดหัว และหายใจลำบาก มากไปกว่านั้นยังทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยตุ่มหนองน่าสยดสยอง และมีอัตราการตายสูงถึง 35% ในผู้ใหญ่ และ 80% ในเด็ก โดยในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 คาดการณ์ว่ามีคนยุโรปเสียชีวิตจากโรคนี้มากถึง 400,000 คนต่อปีเลย ส่วนคนที่รอดชีวิตก็ยังได้รับผลกระทบจากโรค ไม่ว่าจะเป็นแผลเป็นที่อยู่ทั่วร่างกาย หรือบางคนอาจถึงขั้นตาบอดเลยก็มี

ซึ่งการรักษาในยุคนั้นเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ด้วยความที่การแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่พัฒนามากนัก และเป็นโรคอุบัติใหม่ ทำให้คนในยุคนั้นรู้จักโรคนี้น้อยมาก บางรายงานบอกว่าการรักษามีทั้งให้คนไข้ไปอยู่ในห้องร้อนและห้องเย็น ไปจนถึงการให้เบียร์ผู้ป่วยทุกๆ 24 ชั่วโมง เพราะหวังว่าความเมาจะช่วยกดประสาทให้รับรู้ถึงอาการเจ็บปวดและทรมานของโรคน้อยลง ถึงตรงนี้ คนในสมัยนั้นจึงเริ่มมีความพยายามที่จะสร้างบางสิ่ง บางสิ่งที่ในสมัยนี้เราเรียกกันว่า ‘วัคซีน’ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนที่ยังไม่ป่วย โดยการเอาหนองจากผู้ป่วย มาเกาเข้าที่ผิวของผู้ที่สุขภาพดี แต่เหมือนเชื้อจะแรงเกินไป เพราะมันทำให้ผู้รับหนองล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษ ซึ่งบางคนก็อาการหนักถึงขั้นเสียชีวิตเลย ส่วนบางคนที่อาการไม่หนักก็ยังเป็นพาหะของโรค และยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้

Photo from RKI


จากความบังเอิญสู่ความหวัง

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ระหว่างที่ไข้ทรพิษกำลังระบาดอย่างหนัก มีคนสังเกตว่ากลุ่มคนเลี้ยงวัวในชนบทของประเทศอังกฤษดูเหมือนจะมีภูมิคุ้มกันโรคฝีดาษ หรือ Smallpox เพราะไม่มีใครในชุมชนเป็นโรคนี้เลย หลังจากที่ติดเชื้อ Cowpox ซึ่งเป็นโรคระบาดในวัว ที่จะอาการไม่รุนแรงมากนักในมนุษย์ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1774 ชาวนาชื่อ Benjamin Jasty พยายามที่จะสร้างภูมิคุ้มกันโรคฝีดาษบ้าง โดยการไปเอาหนองจากแผล Cowpox ที่วัวของเขา ไปเกาเข้าที่ผิวหนังของภรรยาและลูกชาย ซึ่งดูเหมือนจะได้ผลตามคำบอกเล่า เพราะภรรยาและลูกชาย รวมถึงตัวเขา ไม่มีใครเป็นโรคฝีดาษเลยนับจากนั้น หลายปีต่อมา เรื่องของเขาโด่งดังไปทั่วอังกฤษ จนมีหลายคนพยายามที่จะทำตาม แล้วก็ประสบความสำเร็จในทำนองเดียวกัน

เรื่องไปเข้าหู Edward Jenner หมอที่อยู่ใน Berkeley เมืองชนบทเล็กๆ ใน Gloucestershire ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างวัคซีนสำหรับโรคฝีดาษแบบจริงๆ จังๆ ขึ้นมา แต่ Process การทดลองของ Jenner ก็ดูจะน่ากลัวและน่าหวาดเสียวไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากเขาจะเอาหนองจากแผล Cowpox ไปฉีดให้เด็กชายวัย 8 ขวบ James Phipps แล้ว เมื่อเด็กชายอาการดีขึ้น Jenner ก็ยังฉีดเชื้อ Smallpox เข้าไปในร่างกายของ James อีก เพื่อดูให้แน่ใจว่าภูมิคุ้มกันนั้นจะทำงานหรือไม่ ยังดีที่โชคยังเข้าข้าง เพราะ James ไม่มีการป่วยแต่อย่างใด รวมถึงคนที่สัมผัสใกล้ชิดกับ James ก็ไม่มีอาการป่วยเหมือนกัน


วัคซีนตัวแรก ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

หลังจากที่วัคซีนตัวแรกไปได้สวย ถึงแม้ว่าการทดลองจะดูขัดกับหลักศีลธรรมและจริยธรรมไปมาก แต่ Jenner รู้ดีว่าวัคซีนตัวนี้มีศักยภาพที่จะช่วยเหลือคนได้ โดยที่ไม่ได้สนใจเรื่องของกำไร หรือการจดสิทธิบัตรวัคซีนด้วยซ้ำ เขาดัดแปลงบ้านให้เป็นคลีนิกย่อมๆ และทำการปลูกฝีให้กับชาวบ้านในวันอาทิตย์ รวมทั้งเชิญชวนให้แพทย์คนอื่นๆ มารับตัวอย่างวัคซีน เพื่อนำไปทำการปลูกฝีให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นของตัวเอง

ในช่วงแรก วัคซีนของ Jenner ยังไม่ได้รับการสนับสนุนและยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 รัฐสภาอังกฤษถึงให้การรับรองและมอบเงินสนับสนุนในการผลิตวัคซีน ทำให้วัคซีนถูกกระจายไปอย่างรวดเร็วหลังจากการค้นพบวัคซีน 20 ปี มันได้ช่วยชีวิตคนทั่วโลกไปหลายล้านคน ทำให้การปลูกฝีกลายเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กแรกเกิดจะได้รับ จนกระทั่งโรคฝีดาษ หรือ Smallpox ถูกกำจัดและหายไปจากโลกนี้อย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1979 ยุติการต่อสู้อันยาวนานที่ดำเนินมากว่า 4 ศตวรรษ ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 16 - 20 และหยุดตัวเลขผู้เสียชีวิตไว้ที่ 25 - 55 ล้านคน

Photo from The Irish Times


ปัจจุบัน เรามีวัคซีนมากมายที่จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันจากเชื้อโรคต่างๆ ด้วยความรู้เกี่ยวกับไวรัส ระบบภูมิคุ้มกัน และวัคซีนที่เรามีมากว่า 200 ปี ทำให้มีความหวังว่าวัคซีนโรค COVID-19 จะถูกสร้างจนสำเร็จ และยุติวิถีชีวิตแบบ New Normal ทำให้เรากลับไปใช้ชีวิตแบบในช่วง Pre-COVID ได้อีกครั้ง