คุณหมอแนะนำ ถ้าไม่อยากผิวพัง! ต้องหยุดทำแบบนี้

“ใจพัง” ยังพอหาใครมาช่วยแก้ได้ แต่ถ้า “ผิวพัง” ใครจะมาดูแล...ถ้าไม่ใช่ตัวเอง ยิ่งด้วยว่า “ผิวหนัง” เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย โดยคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 16% ของน้ำหนักตัว แต่กลับถูกละเลย เพราะมัวแต่ไปให้ความสำคัญกับส่วนอื่นๆ จนผิวพัง แถมเรื่องพังๆ ของผิวนี้ยังได้มีนักวิจัยจาก U.S. National Library of Medicine ค้นพบว่าปัญหาผิวหลายอย่าง มักมีสาเหตุมาจากความเครียด เช่นเดียวกับอีกหลายสาเหตุที่ พญ.มัฏฐสุดา ตันตาศนี แพทย์ผิวหนังจากคลินิกศูนย์ความงาม โรงพยาบาลพญาไท 3 แนะนำว่าควรหยุดก่อนที่ผิวจะพัง...ไปมากกว่านี้



ปัญหาผิว มีได้ทุก...วัย
ปัญหาผิวเป็นปัญหาที่เกิดได้กับทุกวัย ไม่ว่าใคร (ผิว) หน้า (แบบ) ไหน โดยคุณหมอได้ยกตัวอย่างปัญหาผิวในแต่ละช่วงวัยไว้ว่าปัญหาผิวที่จะพบเจอได้ในช่วงวัยรุ่นก็คือปัญหาสิว และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็มักจะมีปัญหาเรื่องผิวแห้ง ไม่แข็งแรง ผิวหนังอักเสบ เม็ดสีเปลี่ยนแปลง รวมถึงปัญหาที่อยู่คู่สาวๆ มานานอย่างการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้เหมาะสมกับผิว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เครื่องสำอาง จนไปถึงการล้างหน้า ทำให้เกิดปัญหาสิวอุดตัน เป็นสิวอักเสบ ผดผื่น ผิวหนังอักเสบบนหน้า นอกจากนี้คุณหมอยังพูดถึงปัญหาอื่นๆ เพิ่มเติมในยุคโควิด-19 ด้วย 

“ในยุคโควิด-19 นี้หมอคิดว่าปัญหาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามยุคนี่ก็จะเป็นเรื่องของปัญหาผิวจากแมสก์ เช่น การสวมใส่แมสก์นานๆ มีการขัดถูใบหน้า การระบายเหงื่อและไขมันลดลง ปัญหาก็เยอะขึ้น รวมถึงการที่ต้องสัมผัสผลิตภัณฑ์ที่ฆ่าเชื้อ เช่น เจลแอลกอฮอล์ สบู่ล้างมือ หรือมีการล้างมือบ่อยๆ ก็ทำให้เกิดปัญหาผิวแห้งและเกิดผื่นผิวหนังอักเสบตามมาได้ ด้วยเหตุที่เกราะป้องกันของผิวไม่แข็งแรงในจุดที่ต้องสัมผัสผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อเป็นประจำ”
ผิวดี เพราะมี Skin Barrier
Skin barrier หรือเกราะป้องกันผิวหนังคือผิวหนังชั้นนอกสุด ที่เราเรียกกันว่าชั้นผิวหนังกำพร้า (Epidermis) เปรียบเสมือนกำแพงที่ป้องกันผิวหนัง ซึ่งคุณหมอได้อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า 

“ลองนึกภาพของก้อนอิฐที่ก่อตัวกันขึ้นเป็นกำแพงที่แข็งแรง ซึ่งเซลล์ผิวหนังก็จะเปรียบเสมือนก้อนอิฐ ที่ต้องอาศัยปูนเชื่อมระหว่างก้อนอิฐแต่ละก้อน ในที่นี้ก็จะเป็นพวกไขมันและมอยส์เจอไรเซอร์ธรรมชาติจากผิวเราช่วยเชื่อมเซลล์ผิว ไม่ให้หลุดออกจากกัน ดังนั้นถ้ากำแพงของเราแข็งแรงก็จะทำให้ผิวหนังของเราแข็งแรงไปด้วย ตรงกันข้ามถ้าหากว่า Skin Barrier ไม่แข็งแรง ก็จะมีปัญหา ทำให้ผิวหนังเกิดรูรั่ว เป็นเหตุให้สิ่งสกปรก แบคทีเรีย รวมถึงสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปถึงปัญหาผื่นผิวหนังอักเสบ ผิวหยาบแห้งกร้านได้ ซึ่งต้นเหตุของการที่ Skin Barrier ถูกทำลายนั้น นอกเหนือจากเสื่อมตามวัยแล้ว การดูแลผิวที่ไม่ถูกวิธี เช่น ชอบอาบน้ำอุ่นหรือร้อนจัด มีการสครับขัดถูผิว หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผิวแห้งตึงเกินไป ผิวขาดการบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นตัวการที่ทำลาย Skin Barrier ได้”
www.giphy.com : @much

ผิวพังแน่ถ้ายังไม่แก้เรื่อง (เหล่า) นี้
การเสริมสร้าง Skin Barrier จะช่วยทำให้ผิวแข็งแรงได้ โดยคุณหมอแนะนำว่าควรเริ่มต้นที่การใส่ใจและดูแลพฤติกรรม การใช้ชีวิตประจำวัน 

“การดูแลผิวจะต้องเริ่มตั้งแต่การอาบน้ำ คือน้ำที่อาบจะต้องอุณหภูมิไม่สูงเกินไป รวมถึงจะต้องมีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม อย่างสบู่ก็จะต้องเป็นสบู่ที่คงความชุ่มชื้นให้ผิวหนังได้ดี มีค่า ph 5 – 5.5 เป็นกรดอ่อนๆ โดยเราจะสังเกตได้ว่าล้างแล้วผิวไม่แห้งตึง และควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำด้วยสบู่ก้อน เพราะมีค่าความเป็นเบสสูง นอกจากนี้ยังจะต้องไม่ทำร้ายผิวด้วยการสครับขัดถูผิว ที่สำคัญหลังจากอาบน้ำเสร็จก็ควรลงมอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังเช็ดตัวไม่เกิน 3 นาที เพราะมอยส์เจอไรเซอร์จะให้ความชุ่มชื้นและกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ที่ผิว โดยควรเลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีสารกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อครีม ที่เนื้ออาจจะหนัก แต่ทาแล้วไม่ระเหย และให้ความชุ่มชื้นกับผิวได้ดีกว่าเนื้อโลชั่น รวมถึงควรหลีกเลี่ยงมอยส์เจอไรเซอร์ที่ผสมน้ำหอม เพราะสามารถเพิ่มโอกาสการแพ้ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเสียได้ เช่นเดียวกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน ที่มีการทำกิจกรรม Outdoor ซึ่งต้องเจอกับตัวการทำลายผิวอย่างรังสี UV ในแสงแดด ที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพและดูแก่ลง ยิ่งเมื่อบวกกับการแต่งหน้าที่แน่นหนา ไม่ว่าจะล้างออกหมดจดหรือไม่ สุดท้ายผิวหน้าก็จะถูกทำลายอยู่ดี ด้วยตัวออยล์จาก make up remover ที่ชะล้างน้ำมันธรรมชาติบนใบหน้า ซึ่งเป็นต้นเหตุของหน้าแห้ง”
บางทีถึงจะรู้ทั้งรู้ว่าความเสื่อมของผิวหนังเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็ภาวนาให้เจอช้าเท่าไหร่ยิ่งดี...ถูกมั้ยล่ะ? แต่ถึงยังไง...เมื่อคุณหมอพูดมาขนาดนี้ก็คงต้องขอลองรัก(ษา)ผิวอันเป็นที่รักของเราสักตั้งแล้วล่ะ!