งงไปหมด? สรุปแล้ว COVID-19 มีกี่สายพันธุ์กันแน่


'แกว่าเราติดหรือยังนะ?' Question of the year ที่แทบจะใช้แทนคำทักทายตลอดปี 2020 ที่ผ่านมา ยาวมาถึงปี 2021 แถมดูท่าว่าน่าจะยังต้องทักทายกันด้วยคำถามนี้ต่อไป เพราะการกลับมาของโควิด-19 รอบใหม่ (ที่ไม่ใช่รอบ 2) ครั้งนี้ บอกเลยว่าพี่โค...วิด-19 เขาไม่ได้มาเล่นๆ ก็ดูจากตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นจากรอบที่แล้วสูงและไวมาก นั่นเพราะโควิด-19 ที่ระบาดรอบแรกเมื่อช่วงต้นปีที่แล้วเป็นสายพันธุ์ L (leucine) และ S (serine) แต่การระบาดครั้งใหม่นี้ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้บอกว่าเป็นโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ GH ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย เอ้า แค่ L กับ S ก็ว่างงแล้ว นี่มี GH เพิ่มมาอีก สรุปแล้วพี่โค (วิด-19) เค้ามีกี่สายพันธุ์กันล่ะเนี่ย



เพราะ “กลายพันธุ์” ทำให้มี “หลายพันธุ์”
ในช่วงต้นของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตัวร้ายนี้ ได้มีงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ – แพทย์ชาวจีน ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร National Science Review เมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมของตัวอย่างเชื้อไวรัส 103 และพบว่ามีการกลายพันธุ์มากกว่า 149 จุด ทำให้เชื่อได้ว่าเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019 ในช่วงเริ่มต้นนั้นอาจมี 2 สายพันธุ์ เพราะเกิดจากการที่เชื้อไวรัสชนิดแรกได้กลายพันธุ์และพัฒนาตัวเอง โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนคนดังกล่าวได้เรียกโคโรนาไวรัสตัวที่กลายพันธุ์ว่าเป็น L Type สามารถติดต่อ และแพร่กระจายได้มากกว่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ตัวแรก หรือ S Type และนั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้เชื้อที่พบโดยส่วนมากถึง 70% เป็น L Type ยิ่งไปกว่านั้นนักวิจัยได้ระบุในรายงานด้วยว่า อาจเป็นไปได้ที่จะมีการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสอีก หลังมีการระบาดไปยังทวีปอื่นๆ (แหม! แม่นอย่างกับตาเห็น)

พัฒนาการของสายพันธุ์
จากข้อมูลของ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าจุดเริ่มต้นจากสายพันธุ์ S เป็นสายพันธุ์แรกที่มีการระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ต่อมามีการกลายเป็นสายพันธุ์ L ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่ายนอกประเทศจีน และจากสายพันธุ์ L ที่กระจายไปทั่วโลก ก็กลายเป็นสายพันธุ์ G และ V ก่อนจะแยกเป็น GH และ GR ในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นในวารสาร cell ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า สายพันธุ์ G เป็นสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้ง่าย เพราะผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์ G นี้จะมีปริมาณเชื้อที่ลำคอมาก ทำให้สามารถแพร่กระจายได้ง่าย แต่ไม่ทำให้โรครุนแรงขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เชื้อยังคงแพร่ระบาดทั่วโลกอยู่ตอนนี้ 

สายพันธุ์เหล่านี้มีที่ไทย
สำหรับในประเทศไทยได้พบเชื้อสายพันธุ์ L จากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศมาในช่วงเดือนมกราคม 2563 ต่อมาเชื้อที่แพร่ระบาดจากสนามมวย และสถานบันเทิงทองหล่อในเดือนมีนาคม เป็นสายพันธุ์ S หลังจากนั้นถึงแม้เชื้อที่พบในประเทศไทยจะมีกระจายอยู่ครบทุกสายพันธุ์ แต่ที่พบมากที่สุดก็ยังคงเป็นสายพันธุ์ S รองลงมาคือ G, GH และ GR ตามลำดับ โดยการกลับมาครั้งใหม่ของเชื้อไวรัสนี้เป็นสายพันธุ์ GH ที่มีต้นกำเนิดวิวัฒนาการมาจากอินเดีย ซึ่งจะแตกต่างจากสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในรอบแรกนั่นเอง

แต่สุดท้าย...ไม่ว่าพี่โค (วิด-19) เค้าจะกลายพันธุ์ไปเป็นสายพันธุ์ไหน A B C หรือไปถึง Z แต่ “หน้ากาก” ก็ยังคงเป็น “เกราะ” ป้องกันอย่างดีรวมถึงการหมั่นล้างมือและการเว้นระยะทางสังคม ก็จะทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้