รับมือโรคตา ในหน้าฝน

“หรือเพราะฝนมันทำให้คนเหงา” ถ้าถามมาแบบนี้ก็ตอบได้เลยว่าฝนไม่ได้แค่ทำให้คนเหงา แต่ยังพาเอาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มาด้วย แล้วไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดานะ แต่ยังมีอีกสารพัดโรคตาที่ร้ายกาจ จนทำให้เราต้องไปขอคำปรึกษาจาก พญ.กัณฑ์กณัฐ งามวิชัยรัชต์ จักษุแพทย์ แผนกตา โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เพื่อป้องกัน และหาวิธีรับมือโรคตาในหน้าฝน


หน้าฝนมีผลต่อตา...ยังไง?
แม้ว่าอุณหภูมิที่ลดต่ำลงในฤดูฝน บวกกับความชื้นในอากาศที่สูงขึ้น จะช่วยทำให้สบายตาขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่ตาแห้ง แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจเพราะคุณหมอบอกว่าในเวลาเดียวกันก็ทำให้เกิดปัญหากับตาได้ 

“ฤดูฝนมักจะตามมาพร้อมกับลมที่แรง และละอองฝนที่พัดมา ซึ่ง 2 สิ่งนี้มักจะทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ รวมถึงละอองเกสรดอกไม้ที่ผลิบานช่วงนี้ตามฤดูด้วย ทำให้ผู้ที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้วมีอาการหนักขึ้น คนไข้ภูมิแพ้ตาก็จะมาด้วยตาแดง คันตามากขึ้น ส่วนการติดเชื้อก็จะเกิดขึ้นง่ายในช่วงฤดูฝน เนื่องจากเป็นฤดูที่เชื้อไวรัสแพร่ระบาด จากสาเหตุที่อากาศมีความชื้นมากขึ้น ทำให้ไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ดีขึ้น ดังนั้นคนไข้จึงมีโอกาสเกิดตาแดงได้มากกว่าฤดูอื่น ไม่ว่าจะตาแดงจากไวรัส จากแบคทีเรีย หรือตาแดงที่มาจากเชื้อแปลกปลอม เช่น เชื้อที่มาจากดิน ซึ่งอาจจะปนเปื้อนมากับฝน แล้วมาใส่ตาเรา แต่ส่วนมากที่เป็นกันคือตาแดงจากเชื้อไวรัส นอกจากนี้ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคตาในฤดูฝนนี้ เนื่องจากว่ามีความแออัดเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุที่คนไปทำ outdoor activity ไม่ได้ ก็เลยต้องมารวมกลุ่มกัน ซึ่งการรวมกลุ่มนี้เพิ่มโอกาสให้การแพร่กระจายของเชื้อโรคเกิดได้มากขึ้น ก็เรียกว่าเป็นปัจจัยทางอ้อมที่ทำให้เกิดโรคตาในหน้าฝนขึ้นได้”

อาการโรคตา...ที่มากับฝน
จากที่คุณหมอได้บอกไว้ว่าโรคตาในหน้าฝนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จึงต้องคอยสังเกตตัวเองว่ามีอาการแบบไหน จะได้รับมือถูก

สำหรับอาการแรกภูมิแพ้ตาก็จะมาด้วยอาการบวม แดง คัน อาจจะบวมที่เปลือกตา หรือเยื่อบุตาขาวด้านในก็ได้ แต่ลักษณะเด่นคือมีอาการคัน น้ำตาอาจจะไหลหรือไม่ก็ได้ แต่ขี้ตาในช่วงต้นจะเป็นขี้ตาออกใสๆ หรือขาว ไม่เหลืองไม่เขียว แล้วก็ยิ่งขยี้ก็จะยิ่งคัน บางคนบวมจนกระทั่งหลับตาไม่ได้ก็มี ซึ่งกลุ่มนี้อาการสามารถค่อยๆ แย่ลงได้ หากว่ายังสัมผัสสิ่งที่แพ้ไปเรื่อยๆ 

ส่วนกลุ่มที่สองคือตาแดง กลุ่มนี้จะเป็นตาแดงติดเชื้อ ทำให้คนไข้มีอาการเคืองตาหนึ่งหรือสองข้างก็ได้ โดยถ้าเกิดจากไวรัสก็อาจจะเป็นข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยแพร่เชื้อไปที่ตาอีกข้างหนึ่ง หรืออาจจะมีการติดต่อไปยังคนที่ทำงาน คนที่บ้านเป็น กลุ่มนี้ก็จะมีลักษณะตาแดง ตาฉ่ำๆ เหมือนมีน้ำตาคลอๆ ขี้ตาจะมีสีออกเหลืองๆ นวลๆ ขาวๆ อาการที่เป็นเหล่านี้สามารถแย่ลงได้ คืออาจจะมีอาการสู้แสงไม่ได้ ตามัวลงมากขึ้น น้ำตาไหลตลอด เพราะว่าเชื้อไวรัสไปทำให้เกิดปฏิกิริยากับตัวตาดำ ทำให้การมองเห็นแย่ลง ส่วนถ้าเป็นตาแดงจากแบคทีเรีย ช่วงต้นจะคล้ายๆ กันเลยคือ ตาแดง มีขี้ตา เคืองตา ส่วนลักษณะเด่นคือขี้ตาจะไหลออกมาเยอะเกือบจะตลอดทั้งวัน แล้วก็มักจะมีสีเขียว สีเหลือง แต่กลุ่มนี้จะเจอได้ไม่บ่อย 

และสำหรับตาแดงตัวที่สาม คือเชื้อตาแดงที่มาจากดิน หรือไมโครสปอริเดีย (microsporidia) เป็นกลุ่มโปรโตซัว กลุ่มนี้จะค่อนข้างรุนแรง เพราะเป็นเชื้อที่อยู่ในดิน ทำให้เวลาเดินไปตามถนน แล้วมีฝนตกชะจากหลังคาทำให้มีเศษดิน เศษละอองเข้าตา หรือไปเดินในสวนที่มีดินแล้วน้ำกระเด็นขึ้นมา ซึ่งพอเชื้อพวกนี้เข้าตาอาการก็จะต่างกับไวรัสและแบคทีเรียตรงที่เป็นข้างเดียว คือตาดูแดงไม่เยอะนะ แต่มัวเยอะ สาเหตุเพราะเชื้อชนิดนี้จะกินตาดำ ทำให้อาการภายนอกคนไข้จะรู้สึกเคืองเยอะ ทั้งที่ตาก็ดูไม่แย่ แต่พอมาส่องด้วยกล้องหมอจะเห็นเลยว่าเชื้อเข้าไปที่ตาดำ ซึ่งจะทำให้ตามัวจนมองเห็นได้แค่ 10 – 15%”



ป้องกันดวงตา อย่าให้หน้า (ฝน) ไหนมาทำร้าย
เพราะดวงตาจะเน้นไปที่การป้องกันมากกว่ารักษา ไม่อย่างนั้นธรรมชาติคงไม่สร้างให้ดวงตาให้มีการปกป้องตัวเองในเบื้องต้น ด้วยขนตาซึ่งทำหน้าที่ช่วยกรองฝุ่นและสิ่งสกปรก ดังนั้นคุณหมอจึงให้เริ่มจากการปกป้องดวงตาก่อน 

“ถ้าเราไปในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปกติ เช่น เดินออกไปข้างนอกที่มีแดดจัดๆ ก็แนะนำให้ใส่แว่นกันแดด เพราะแสงแดดที่จ้ามากๆ จะเป็นอันตรายต่อจุดรับภาพ ต่อมาเรื่องของลมและฝุ่น ถ้าต้องเจอเยอะๆ ก็ควรจะหลบ เพราะอาจจะพัดพาเอาสารที่เป็นต้นเหตุของอาการแพ้ สารแปลกปลอม หรือเศษแมลง ที่สามารถฝังและเข้าไปติดอยู่ในตาได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นต้องเจอก็หลบ หรือถ้าต้องเจอก็ใส่แว่นกันแดด ป้องกันไว้ หรือถ้าต้องไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น ปั่นจักรยาน หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ก็ควรจะใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม อย่างการปั่นจักรยานซึ่งมีความเร็ว แว่นที่ใช้ก็คงไม่ใช่แว่นธรรมดาแล้ว ต้องเป็นแว่นที่มีความโค้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีอะไรเข้าตา หรือถ้าเกิดว่าต้องไปทำอะไรที่มันอันตรายมากขึ้นอีกที่ไม่ใช่สิ่งแวดล้อม อย่างไปซ่อมบ้าน ตัดกิ่งไม้ ตัดหญ้า ก็แนะนำให้ใส่เป็นแว่น safety เพราะเรื่องของตานี่คือถ้าโดนขึ้นมาบางทีคือเสียแล้วสียเลย ส่วนในหน้าฝนถ้าเกิดไปโดนน้ำฝนแล้วรู้สึกเริ่มเคืองตา กลับมาบ้านแนะนำให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาด จะเป็นน้ำกินขวดใหม่ น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว หรือน้ำตาเทียม น้ำเกลือ ได้หมดเลย ไม่จำเป็นต้องใช้ยาล้างตา หลังจากนั้นก็ดูอาการ ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติก็อาจจะเคืองวันสองวันแล้วหาย แต่ถ้าวันสองวันเริ่มตาแดง เคืองตา ซึ่งโดยส่วนมากจะเกิดจากไวรัส ก็จะหายเองได้ภายใน 5 – 7 วัน ถ้าตาแดงไม่มาก ขี้ตาไม่เยอะ ไม่รบกวนชีวิตประจำวันมาก แบบนี้สามารถดูแลตัวเองได้ แต่ให้คนไข้ตระหนักไว้ว่าตัวเองมีสิทธิ์จะแพร่เชื้อไปอีกข้างหนึ่ง หรือให้คนอื่น ก็ต้องมีการแยกข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว ซึ่งหากว่า 7 วันผ่านไปแล้วอาการไม่ดีขึ้นเลย หรือมีปัญหาแทรกซ้อนต่างๆ คือ เคืองตามาก ลืมตาลำบาก สู้แสงไม่ได้ น้ำตาไหลตลอด ตามัวลง เหล่านี้เป็นสัญญาณว่าไม่โอเค และควรต้องรีบมาพบแพทย์แล้ว” 


เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ตามีปัญหา เวลาฝนตั้งเค้ามา ก็อย่าหาทำออกไปเดินตากฝนรับบทนางเอกเอ็มวีล่ะ!