ไม่อยาก (หน้า) แก่ ต้องแก้ด้วย “โยคะ...หน้า”

รู้ทั้งรู้ว่า “ความแก่” เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่พอเข้าเลขสี่ที่ต้องเจอกับตัวเองก็แสลงใจอยู่ดี แถมจะโทษใครก็ไม่ได้ด้วย เพราะหลายทีที่เราเผลอทำ (ร้ายใบหน้า) ตัวเอง เอาง่ายๆ แค่การแสดงสีหน้าอารมณ์ก็ทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้แล้ว ยิ่งพอมีงานวิจัยโดยทีมนักวิจัยชาวอิสราเอล ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ยืนยันแนวคิดของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) โดยบอกว่าการแสดงอารมณ์บนใบหน้าอาจเป็นมรดกตกทอดมาทางกรรมพันธุ์ ก็ทำให้อยู่เฉยไม่ได้แล้วหนึ่ง จึงต้องรีบไปขอคำปรึกษาจาก ครูอิ๊อี่ - วรวรัย วาริการ ครูสอนโยคะผู้มีประสบการณ์มากว่า 10 ปี และเจ้าของเพจเฟสบุ๊ค Yoga I AM by Eiee โยคะ ไอแอม บาย อิ๊อี่ ให้มาไขความลับวิธีรับมือ “หน้าแก่” ด้วย “โยคะ...หน้า” ซะแล้ว



โยคะหน้า กับประโยชน์ที่มากกว่าแค่ความสวยงาม
เพราะธรรมชาติของคนเรานั้นมีกล้ามเนื้อบนใบหน้ามากกว่า 50 มัด ซึ่งต้องการการบริหารและออกกำลังกายไม่ต่างจากรูปร่าง โดยคุณครูโยคะหน้าเด็กได้บอกไว้ว่าประโยชน์ของการทำโยคะหน้านอกจากจะเป็นการออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงให้ผิวหน้าแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งประโยชน์ที่มากกว่าแค่เรื่องความสวยงาม  “กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเราจะแบ่งออกเป็น

Over Working  Muscle และ Sleeping Muscle ซึ่งการฝึกโยคะหน้าจะช่วยทำให้เราได้รู้จักกับกล้ามเนื้อต่างๆ บนใบหน้า ได้รู้ว่าการทำพฤติกรรมต่างๆ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนไหนถูกใช้เยอะ ซึ่งส่วนนั้นก็จะเป็น Over Working Muscle และกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานเหล่านั้นมักถูกทำลายด้วยพฤติกรรมใดบ้างที่เรา (อาจจะ) ทำกันจนเคยชิน

และส่วนที่เป็น Sleeping Muscle อย่างเช่นกล้ามเนื้อแก้ม ด้วยแรงโน้มถ่วง หรือวัยที่เยอะขึ้นจะห้อยย้อยหย่อนยาน ตามวัย เหมือนกับที่ทฤษฎีของต่างประเทศได้บอกไว้ว่า If you don’t use it you lose it. ดังนั้นการทำโยคะหน้าจึงจะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้  หรือที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ การนำเอาโยคะหน้าไปใช้บำบัดโรค Bell’s Palsy หรือโรคใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก หรือแม้กระทั่งโรคที่จัสติน บีเบอร์เป็นล่าสุด โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หรือโรคแรมเซย์ ฮันต์ เพราะหลักการของโยคะอย่างแรกเลยจะสอนเรื่อง mindset ตามด้วย face exercise 3 การนวดกดจุด การหายใจ และสุดท้ายคือการ relaxing”

ทำตามนี้ ไม่มีหน้าแก่...แน่นอน
สำหรับขั้นตอนการทำโยคะหน้าที่ครูอิ๊อี่ขอแนะนำให้ทำเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้งเช้าเย็น หลังอาบน้ำล้างหน้าทาครีมแล้วเป็นเวลา 5 – 10 นาที คือ


#1 Baby Lion หายใจเข้าให้ลึก หายใจออกให้ยาว พร้อมเปล่งเสียงคำว่า "แฮร่รรรร" พร้อมแลบลิ้นยาว ค้างท่าไว้ 10 ลมหายใจ ทำ 3-5 เซ็ท จากนั้นถ้าต้องการดีท็อกซ์แบบลึกขึ้น ให้แลบลิ้นออกมาให้สุด ตามองบน ทำตาโต โดยที่หน้าผากเราไม่ย่น จากนั้นหายใจเข้าแล้วหายใจออก พร้อมกับเปล่งเสียงว่า “แฮ่” แล้วแลบลิ้นออกมาด้วย ท่านี้จะเป็น Emotional release ช่วยคลายเกร็ง ล้างพิษ ซึ่งการเปล่งเสียงก็จะเป็นการช่วยบริหารเส้นเสียง เป็นการเตรียมกล้ามเนื้อ ทำให้เรามีความพร้อมในการขยับกล้ามเนื้ออื่นๆ รวมถึง activate กล้ามเนื้อที่หลับใหลหรือตึงเกร็งระหว่างคืนที่ผ่านมา


#2 หลังจากนั้นจะ Activate Muscle ด้วยท่าว้าว คือพูดคำว่าว้าวออกไปประมาณ 30 – 50 ครั้ง ก็คือทำมีละเซ็ต 1 เซ็ตทำ 10 ครั้ง ก็แค่พูดคำว่าว้าว ช้าๆ เวลาพูดให้ค่อยๆ ทำจากปากเล็กไปปากกว้างที่สุด เพราะฉะนั้นมันเป็นการเทรนกล้ามเนื้อระหว่างปากปกติ แล้วเปิดปากให้กว้างจากรูเล็กเป็นรูใหญ่ เป็นวงกลมที่ใหญ่ขึ้น ทุกครั้งที่เปล่งเสียงออกไปก็ให้วงกลมเป็นวงที่ใหญ่ ใหญ่ ใหญ่ออกไป เหมือนเราเป่า bubble อาจจะเล็กแล้วค่อยกว้างใหญ่ไปเรื่อยๆ โดยที่ในเวลาเดียวกันเราจะไม่ย่นหน้าผาก ไม่เลิก ซึ่งเป็นการทำเพื่อ Activate กล้ามเนื้อทั้งหมด และช่วยทำให้เส้นเลือดฝาด 


#3 ต่อมาคือการโฟกัสในแต่ละส่วนบนใบหน้า ไล่มาตั้งแต่หน้าผาก ตา แก้ม ปาก คาง และคอ แบบนี้ซึ่งก็จะเป็นท่าพวก mini face lift ท่านี้ทำแล้วจะครอบคลุมทั้งตีนกา ถุงใต้ตา ร่องแก้ม แก้มห้อย คางสองชั้น เหนียง กรอบหน้า ท่าทางการทำก็คือเราเริ่มจากหน้าฝั่งซ้ายก่อน โดยต้องใช้มือขวา นิ้วชี้ดึงหางคิ้วเฉียงไปหาขมับ แล้วนิ้วกลางเราดึงหางตา ไปหาขมับเช่นเดียวกัน เวลาเราดึงแล้ว เราต้องดูว่าตาเราเป็นลักษณะเหมือน foxy eyes คือเฉียงเฉี่ยวคมกริบ โดยมีจุดเช็คลิสต์คือ เวลาดึงแล้วหน้าผาก คิ้วไม่มีรอยย่น รอยพับ ใต้ตาเนียนกริบไม่มีร่องรอยใดๆ เหลืออยู่ ร่องแก้มเวลาดึงไปแล้วจากที่มีก็ต้องไม่มี และพอดึงแล้วจะต้องเห็นกรอบหน้าด้านข้างชัด ดังนั้นในการทำจึงควรต้องทำอยู่หน้ากระจกเสมอเพราะถ้าทำไม่ถูก ก็จะเกิดรอยย่นเพิ่มขึ้นได้


#4 จบด้วยการ relax กับท่า tapping คือการใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ ทั่วใบหน้า เพื่อกระตุ้นอิลาสตินและคอลลาเจน 

ทีนี้ต่อไป ใครๆ ก็จะได้..รู้หน้าไม่รู้วัย (ใจ) แล้ว