'หมอเปียง' เจ้าของเพจ PYONG: Traveller x Doctor กับวิธีจัดสรรเวลาที่น่าทึ่ง!


ถ้าพูดถึงอาชีพ “แพทย์” เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ทุกคนคิดคือเวลาเกือบทั้งชีวิตคงต้องทุ่มให้กับการทำงานอย่างหนักจนไม่มีเวลาได้ทำในสิ่งที่เรียกว่า “งานอดิเรก” เหมือนคนอื่นๆ ซักเท่าไหร่ แต่เชื่อมั้ยว่าสำหรับ “หมอเปียง” เขาสามารถทำหน้าที่แพทย์ไปพร้อมๆ กับการเป็น “นักเดินทาง” เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับตัวเองและเผื่อไปถึงคนรอบข้างได้อย่างน่าเซอร์ไพร์ส

จุดเริ่มต้นของการทำเพจ
เพจนี้เริ่มมาจากการที่เขาเป็นคนชอบถ่ายภาพเวลาไปเที่ยวในที่ต่างๆ จนวันหนึ่งอยากที่จะมีพื้นที่เอาไว้แชร์ของให้คนอื่นได้เห็นบ้าง “พอเราไปหลายๆ ที่ หลายๆ  ประเทศ ก็จะมีสต็อคภาพที่เยอะประมาณนึง เลยมีความคิดที่อยากจะรวบรวมภาพที่เก็บไว้มาทำเป็นคอนเทนต์ อยากจะมีพื้นที่ส่วนนึงที่เราจะสามารถแสดงอะไรก็ได้ ในแบบที่เราอยากให้เป็น ก็เลยคิดว่า FB Fanpage เป็นอะไรที่ตอบโจทย์”


Photo Credit: PYONG: Traveller x Doctor
 

ทำไมถึงชื่อ PYONG: Traveller x Doctor
เห็นชื่อเพจแล้ว ทำให้เราอดถามถึงที่มาไม่ได้ “เป็นความตั้งใจที่อยากให้ชื่อเพจมีกิมมิคตั้งแต่คนเห็นครั้งแรก เลยลองจับบางอย่างที่คอนทราสต์กันมากๆ อย่างเรื่องของ Traveller ที่แสดงถึงการเป็นนักท่องเที่ยว การผจญภัย มาครอสกับ Doctor ซึ่งมายเซตของคนไทยจะมองออกเลยว่าจะต้องยุ่งมากๆ มีความทำงานหนัก มีความเป็นหมอ พอเราจับมาชนกันมันดูน่าสนใจดี เลยคิดว่าน่าจะเป็นคาแรคเตอร์ที่เหมาะกับเรา แล้วก็ตั้งใจใส่คำว่า ‘เปียง’ ซึ่งเป็นชื่อของตัวเองเข้าไปด้วย”

แค่รู้วิธีจัดสรรเวลา ก็ทำได้หลายอย่างกว่าที่คิด
“ง่ายๆ ก็คือเป็นการจัดสรรเรื่องของ Priority มากกว่าว่าเราคิดว่าอะไรที่เป็นหน้าที่หลัก อะไรเป็นสิ่งที่ชอบ แล้วก็แทรกเรื่องของการดูแลตัวเองลงไปด้วย ซึ่ง 3 อย่างนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามทำอยู่ตลอดเวลา แค่จับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญก็คือเรื่องของการทำงาน ส่วนการทำเพจ FB จะเป็นเรื่องของการใช้เวลาว่างกับงานอดิเรก การออกกำลังกายก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดว่าเราจับหลัก 3 ข้อนี้ แล้วเราพยายามเอาทั้ง 3 ข้อนี้ใส่ไปในตารางของทั้งสัปดาห์ เราก็จะได้ทำทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องของการทำงาน ในช่วงเวลาว่างหลังเลิกงานหรือว่าช่วงเสาร์อาทิตย์ เราก็จะสามารถเอาเวลาไปทำงานอดิเรกได้ แล้วก็มีเวลาออกกำลังกายด้วย เพียงแต่ว่าเราต้องลิสต์ออกมาก่อนว่าเรามีอะไรต้องทำบ้าง”
จะออกเดินทางแต่ละครั้ง ไม่ใช่ว่าไปที่ไหนก็ได้


Photo Credit: PYONG: Traveller x Doctor


เขาเล่าให้ฟังว่าในการที่จะคิดการเดินทาง 1 ทริป เขามีหลักเกณฑ์อยู่ 3 อย่าง “อย่างแรกคือเรื่องของเวลาว่าง เวลาว่างว่าเราสามารถไปได้ไกลแค่ไหน อาจจะครึ่งวัน หนึ่งวัน สองวัน หรือสี่วัน เพราะการท่องเที่ยวของผมเริ่มได้ตั้งแต่ครึ่งวันเลย เราสามารถทำคอนเทนต์ได้ภายในเวลาครึ่งวัน ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นงานของการเป็นหมอหนักขนาดไหน อย่างที่สองคือในสถานที่นั้นต้องมีเรื่องราวในตัวมันเอง ผมไม่ค่อยอินกับการไปคาเฟ่ แต่จะอินกับการเที่ยวย่านเมืองเก่า หรือประเทศที่มีความ Exotic มากๆ หรือต่างจังหวัด ผมมองว่าสามารถไปเก็บภาพแล้วเอามาเล่าต่อได้ การไปสัมภาษณ์คนบริเวณนั้น เราจะได้ข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ คอนเทนต์เลยจะเป็นสถานที่เที่ยวย่านเมืองเก่าเยอะมาก ตะลุยย่านในกรุงเทพฯ ซึ่งสิ่งนี้ก็ถือเป็น Signature ของเพจเราด้วย”
 

“เราชอบไปเที่ยวในที่ๆ มันไม่ได้สวยขนาดนั้น แต่มันอยู่ที่มุมมอง กล้อง และแสง”


ไม่มีคำว่า “ทำเพื่อเอาใจใคร” แค่ตอบโจทย์ชีวิตตัวเองได้ก็พอ
“เราเริ่มจากความอยากทำ แล้วมันก็โตขึ้นในแบบที่เราอยากจะใส่มันลงไป เริ่มจากการท่องเที่ยวอย่างเดียว แล้วก็เพิ่มเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายเข้าไป ใส่วิธีคิดต่างๆ ลงไปเรื่อยๆ เรามองว่ามันก็เป็นเหมือนห้องทดลอง ที่เราอยากจะลองใส่สิ่งใหม่ๆ ลงไปในเพจดู... เราไม่เคยทำเอาใจ Follower เลย เราอยากทำอะไรก็ทำ นำเสนอสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราคัดมาแล้ว เพราะฉะนั้นเพจผมไม่แมสเลย คนติดตามไม่ถึง 100k ด้วยซ้ำ แต่ว่าคนที่ติดตามจะรู้จักเราจริงๆ มองเห็นคาแรคเตอร์ของเราชัด สามารถลิสต์เป็นข้อๆ ได้เลย ว่าอันนี้คือ เปียง นี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการที่สุด”

Photo Credit: PYONG: Traveller x Doctor


“บาหลี” สถานที่ที่อยากแนะนำให้ลองไปซักครั้งในชีวิต
“เป็นเหมือนโลกใหม่ เป็นทุกอย่างที่เรารู้สึกว่ามันไม่ซ้ำกับใครและมีสไตล์ที่ชัดเจนมาก ทะเลสวยมาก บ้านเมืองเท่มาก ยิ่งถ้าเป็นคนชอบถ่ายรูปยิ่งเหมาะ มันจะมีที่พักต่างๆ ที่มีสไตล์ที่ชัดเจน และถ้าไปบาหลียังไงก็อยากให้ลองเล่นเซิร์ฟดูด้วย อาหารที่นั่นก็อร่อย”

“กล้อง” ไอเท็มที่ต้องติดตัวทุกครั้งที่ออกเดินทาง
“บางครั้งกล้องใหญ่บ้าง กล้องมือถือบ้าง แต่อย่างน้อยต้องมีกล้องเพราะผมคิดว่าเวลาไปไหน แล้วแค่จดจำจากตัวเรามันยังไม่พอ เราอยากให้คนอื่นได้เห็นด้วย เพราะฉะนั้นภาพมันจะอธิบายได้ดีที่สุด และเมื่อเอามาประกอบกับเรื่องราวที่เราใส่ลงไปในภาพ โดยมีแคปชั่น มันทำให้คนเข้าใจในสถานการณ์ตอนที่เรายืนในสถานที่นั้นได้มากกว่า เพราะฉะนั้นผมจะติดกล้องมาก ลืมไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดว่าลืมไว้ที่บ้านยังไงก็ต้องกลับไปเอา”