สมุนไพรไทย ทำยังไงไม่ให้หายไปตามกาลเวลา
“ยาขมตราใบห่อ” แค่ได้ยินชื่อ หลายคนก็นึกถึงกลิ่นสมุนไพรและภาพจำแบบคลาสสิกที่เด็กยุคใหม่อาจรู้สึกไกลตัว แล้วทายาทรุ่นที่สองจะทำอย่างไร ให้แบรนด์ที่อยู่มานานไม่หายไปตามกาลเวลา
วันนี้เราจะพามาคุยกับ “คุณโอ๊บ” ทายาทรุ่นที่สองของตราใบห่อ แบรนด์สมุนไพรที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และกำลังถูกเล่าใหม่ให้เข้ากับคนยุคนี้ ผ่านการต่อยอดสู่ “หอมปรุง บาย ใบห่อ”
ทำไมต้อง “ยาขมเม็ดตราใบห่อ”จุดเริ่มต้นมาจาก “คุณประสิทธิ์ อัคคะประชา” เจ้าของร้านสมุนไพรง่วนเฮงจั่น ที่เปิดมายาวนานกว่า 50 ปี และจำหน่ายทั้งสมุนไพรไทยและจีน ตอนนั้นคุณพ่อมองเห็นว่ายาสมุนไพรแบบดั้งเดิมทานค่อนข้างยาก เพราะต้องชงหรือต้ม จึงเกิดไอเดียนำ pain point ตรงนั้นมาพัฒนาเป็น “ยาขมเม็ดตราใบห่อ” รวมถึง “ยาระบายตราใบแก้ว” ที่กลายเป็นยาสามัญประจำบ้านที่หลายคนคุ้นเคยมาจนถึงทุกวันนี้

อะไรทำให้ “สมุนไพรไทย” ยังอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้สมุนไพรไทยมีคุณค่าในตัวเองเสมอ และเห็นชัดมากในช่วงโควิด-19 ที่หลายคนหันมามองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ อย่าง “ฟ้าทะลายโจร” ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงนั้น ก็ยิ่งสะท้อนว่าสมุนไพรไทยยังมีบทบาท ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
รวมถึงกระแส Wellness & Longevity ที่กำลังเติบโต ก็ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มกลับมาสนใจการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น และสมุนไพรไทยก็ยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีกมาก

จาก “ยาขมเม็ด” สู่ “หอมปรุง บาย ใบห่อ”คุณโอ๊บเล่าว่า จุดนึงที่ทำให้อยากกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว คือคำถามว่า จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงสมุนไพรได้ง่ายขึ้น จึงเริ่มตั้งแต่การรีแบรนด์ การวางภาพลักษณ์ใหม่ ไปจนถึงการปรับวิธีสื่อสารกับลูกค้า จนกลายมาเป็น “หอมปรุง บาย ใบห่อ”
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจ คือการนำน้ำสมุนไพรมาปรับ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มง่ายขึ้น รวมถึงการนำสมุนไพรมาใช้ในเมนูอาหาร เพื่อเพิ่มทั้งรสชาติและคุณประโยชน์ อีกกิจกรรมที่ได้รับความนิยมทั้งจากคนไทยและต่างชาติ คือ Workshop ทำยาดมและเครื่องหอม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากวัตถุดิบสมุนไพรที่แบรนด์มีอยู่แล้ว
DNA ของแบรนด์ใบห่อสิ่งที่แบรนด์ยึดถือมาตลอด คือ “ความจริงใจ” และ “ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า” ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย แต่ยังคงคุณภาพของสินค้าไว้ ขณะเดียวกัน แบรนด์ก็กล้าปรับตัวตามยุคสมัย จากแบรนด์ยาสมุนไพร สู่การเป็นคาเฟ่และพื้นที่ไลฟ์สไตล์ ทำให้ “ใบห่อ” ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องยา แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน

เพราะทุกวันนี้ คนเริ่มหันกลับมามองหาความเรียบง่าย และสนใจการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น สมุนไพรไทยจึงยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกไกล ทั้งในมิติของสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย



