สายแซ่บรู้ไว้ กินเผ็ดมากไป อาจทำให้ระบบทางเดินอาหารพัง


สาย (กิน) เผ็ดทั้งหลาย ที่ไม่ว่าจะกินอะไรเป็นต้องขอพริกมาเติมแบบไม่ยั้ง คงต้องเพลาๆ มือลงหน่อย เพราะถึงแม้ว่าการกินเผ็ดจะช่วยในเรื่องระบบเผาผลาญ และบรรเทาอาการคัดจมูกได้ก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโทษเลยซะทีเดียว ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้เห็นข่าวที่นักรีวิวชาวไทยได้ทำการทดลองกินพริก Carolina Reaper ซึ่ง Guinness World Record ปี 2013 ได้ระบุว่าเป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรอก ซึ่งความเผ็ดจากพริกนั้นสามารถทำให้รู้สึกแสบร้อนได้ตั้งแต่ลิ้นไปจนถึงกระเพาะอาหารเลยทีเดียว ดังนั้นสายกินเผ็ดที่ไม่อยากระบบทางเดินอาหารพัง คงต้องยั้งมือหน่อยแล้วล่ะ 


 
เผ็ดจริงๆ เลยนะ ตัว (เม็ด) แค่เนี้ย
หน่วยวัดความเผ็ด หรือ Scoville heat unit ใช้วัดระดับความเผ็ดในพริก โดยในตัวพริกจะมีสารแคปไซซิน (capsaicin) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเผ็ด โดยมากจะอยู่ในเยื่อแกนกลางสีขาวที่ติดกับเม็ดพริก ส่วนเนื้อพริก เปลือกผล และเมล็ดก็มีสารแคปไซซินเช่นกัน เพียงแต่จะมีในปริมาณน้อยกว่า ซึ่งสารดังกล่าวจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ดังนั้นความเผ็ดจึงไม่จัดเป็นรสชาติ!! (taste) อีกทั้งพริกแต่ละสายพันธุ์ แต่ละชนิด ก็มีปริมาณสารแคปไซซินแตกต่างกัน จึงทำให้พริกแต่ละชนิดให้ความเผ็ดไม่เท่ากันนั่นเอง ลองมาดูว่าพริกที่เรากินเข้าไปนั้นเผ็ดเบอร์ไหนบ้าง
 
1. เริ่มจากระดับเด็กๆ กับ พริกหวาน ที่ไม่มีความเผ็ดเลย หรือ 0 SHU ใช้สำหรับเติมสีสันและความสวยงามให้เมนูอาหารดูน่ากิน 

2. อัพเลเวลขึ้นมาอีกนิดกับความเผ็ดระดับ 500 SHU ของ พริกหยวก ที่ถึงจะเป็นคนไม่กินเผ็ดก็ยังกินได้แบบสบายๆ

3. ตามด้วย พริกปาปริก้า ที่มาพร้อมความเผ็ดระดับ 1,000 SHU จึงถูกนำไปทำเป็นผงปรุงรส ให้อาหารมีรสชาติและสีสันเพิ่มมากขึ้น

4. ส่วนพริกที่คนไทยคุ้นปากคุ้นหูอย่าง พริกขี้หนู นั้นมีระดับความเผ็ดอยู่ที่ 50,000 SHU จึงไม่ต้องแปลกใจที่เมื่อนำมาปรุงอาหารแล้วจะซี้ดซ้าดกันเป็นแถวๆ

5. ถึงจะมีชื่อคล้ายกัน แต่ระดับความเผ็ดของพริกขี้หนู และ พริกขี้หนูสวน นั้นบอกเลยว่าคนละชั้น เพราะรายหลังนี้มีระดับความเผ็ดพุ่งสูงไปถึง 100,000 SHU เลยทีเดียว เรียกว่าแค่เม็ดเดียวก็เรียกน้ำหูน้ำตาได้แล้ว

6. ไม่ใช่แค่ไทยที่ (กิน) เผ็ด เพราะอเมริกาก็มี พริก Carolina Reaper ที่มีระดับความเผ็ดพุ่งปรี๊ดไปถึง 2,200,000 SHU เลยทีเดียว จนได้รับมงตำแหน่งพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกไปเลย
Credit: www.thetomatoladyblog.com
 
เผ็ดเกินต้านแบบนี้ (ร่าง) พี่ไม่ไหว 
อย่างที่บอกว่าความเผ็ดไม่ใช่รสชาติแต่เป็นความแสบร้อนจากสารแคปไซซินในพริก ซึ่งบางคนกินเผ็ดได้มาก แต่ในขณะที่บางคนก็กินเผ็ดไม่ได้เลย ขึ้นอยู่กับความไวต่อสารแคปไซซินในพริกที่แตกต่างกัน คนที่มีตัวรับความรู้สึกเจ็บปวดต่อสารแคปไซซินน้อยจะสามารถกินเผ็ดได้มากกว่าคนที่มีตัวรับความรู้สึกเจ็บปวดมาก เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า แล้วกินเผ็ดแค่ไหนถึงจะ (พอ) ดี อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ที่แต่ละคนแล้วล่ะ ให้ใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นตัววัด คือ เมื่อไหร่ที่กินพริกแล้วรู้สึกทรมาน แสบปาก แสบท้องควรหยุด ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะสังเกตว่าหลายคนมักมีอาการปวดท้องหลังจากที่กินอาหารเผ็ดจัด นั่นก็เพราะสารแคปไซซินในพริกที่เป็นตัวการ ทำให้อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย คลื่นไส้ และอาเจียน ซึ่งในเคสที่มีอาการอาเจียนร่วมด้วย ก็ยิ่งอาจทำให้หลอดอาหารระคายเคืองจากกรดที่ไหลย้อนกลับมาจากกระเพาะอาหาร และการกินเผ็ดยังอาจไปกระตุ้นแผลในกระเพาะอาหารให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นผู้ป่วยโรคกระเพาะจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เผ็ดจัด 
 
ไม่ใช่แค่ระบบทางเดินอาหารที่จะได้รับผลกระทบเท่านั้น ยังมีอีกหลายส่วนของร่างกายที่อาจได้รับผลกระทบจากความเผ็ดที่เด็ดดวง
 
#ช่องปาก เพราะเป็นด่านแรกของการกิน โดยหลายคนจะรู้สึกแสบร้อนภายในปากหลังจากกินเผ็ด ซึ่งอาการแสบร้อนนี้จะส่งผลต่ออวัยวะในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นลิ้น เหงือก ริมฝีปาก แก้ม เพดานปาก และบริเวณอื่นๆ ภายในช่องปากด้วย อาจทำให้ปากแห้ง หิวน้ำ สูญเสียการรับรส หรือทำให้ลิ้นรับรสชาติผิดเพี้ยนไป
 
#ระบบทางเดินหายใจ ถึงแม้ว่าการกินเผ็ดจะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้จมูกจากอาหาร ซึ่งเป็นโรคจมูกอักเสบชนิดที่ไม่ได้เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ แต่มีสาเหตุมาจากอาหารที่กินได้เช่นกัน ทำให้มีอาการน้ำมูกไหลหรือมีเสมหะในคอหลังจากกินอาหารเผ็ด แต่ถึงอย่างนั้นก็มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่าสารแคปไซซินอาจมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้มีอาการดีขึ้นได้ นั่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องหาข้อสรุปกันต่อไป
 
#ปัญหาสุขภาพอื่นๆ การกินเผ็ดอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางทรวงอก ทั้งยังอาจส่งผลให้อาการของโรคบางชนิด เช่น โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบรุนแรงขึ้นได้ เพราะความเผ็ดสามารถทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคือง ซึ่งผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้อาจมีการติดเชื้อบริเวณอวัยวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะด้วย 
 
เอาล่ะ! รู้อย่างนี้แล้วก็แซ่บกันแต่พอดี เผ็ดแค่พออร่อยปาก ไม่ต้องลำบากกระเพาะอาหารและการขับถ่ายจะดีที่สุด เตือนแล้วนะ… แสบสันใช่ย่อยเลยนะขอบอก