เต่า...ชื่อสัตว์ที่เปลี่ยนเป็นกลิ่นเมื่อไหร่ เป็นต้องขมคอทุกที

กลิ่นเต่า หรือขี้เต่า เป็นคำเปรียบเปรยของคนไทยตั้งแต่ยุคโบราณ เพื่อแสดงถึงกลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะกลิ่นจากใต้วงแขน (Underarm Odor) ซึ่งกลิ่นอันไม่ปรารถนานี้ สามารถเกิดได้กับทุกคน จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง ในวันนี้เราจะมาเฉลยว่า คำว่ากลิ่นเต่าที่เรารู้จักกันนี้ มีที่ไปที่มายังไง ถึงได้เอาเต่ามาเป็นสัญลักษณ์ และเรามาดูกันว่า จริงๆ แล้วกลิ่นอันน่าขมคอนี้เกิดขึ้นได้ยังไง และมีวิธีรักษาหรือป้องกันอย่างไรบ้าง
 


เต่า..ผู้ได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนแห่งกลิ่น
จากการสันนิษฐานของผู้อาวุโสหลายๆ ท่าน และจากข้อมูลอ้างอิงจากบทความหลายชิ้น ได้ลงความเห็นว่าเหตุผลที่เราเรียกกลิ่นตัวว่ากลิ่นเต่า น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่อดีต ซึ่งประเทศไทยของเราได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองที่ในน้ำมีปลาในนามีข้าว และจากที่ในน้ำอุดมสมบูรณ์นี่แหละ ก็ได้มีสัตว์น้ำน้อยใหญ่ ตั้งแต่ปลา กุ้ง และรวมไปถึงเต่านานาพันธุ์  ซึ่งสัตว์จำพวกปลาและกุ้งนั้น เวลาขับถ่ายก็จะทำในน้ำ ยกเว้นเต่าบางจำพวก ที่จะขึ้นมาทำธุระบนบก ทำให้คนในยุคอดีตนั้น ซึ่งเป็นยุคที่สารระงับกลิ่นกายยังไม่หลากหลาย ท่านได้คอนเฟิร์มมาแล้วว่า กลิ่นตัวเรานั้น ช่างมีกลิ่นที่คล้ายคลึงกับกลิ่นของขี้เต่า และนั่นเลยเป็นที่มาของชื่อนี้ตั้งแต่นั้นมา

กลิ่นเต่า...ไม่ได้เกิดแค่รักแร้อย่างที่เราเข้าใจเท่านั้น
จริงๆ แล้วถ้าพูดถึงกลิ่นเต่าในเชิงการแพทย์ คือกลิ่นที่เกิดมาจากต่อมกลิ่น (apocrine gland) ในตัวเรา และต่อมชนิดนี้จะมีอยู่มากในจุดซ่อนเร้น เช่น รักแร้และหัวหน่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า ต่อมกลิ่นนั้น จะเริ่มทำงานเมื่อเราเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น โดยจะหลั่งของเหลวข้นออกมา แต่ที่น่าแปลกใจคือของเหลวชนิดนั้นเป็นของเหลวที่ไม่มีกลิ่นเลย แต่เป็นของเหลวที่ประกอบไปด้วยกรดไขมันหลายชนิด เช่น fatty acid, sulfinyl alkanols และ steroid และเมื่อของเหลวเหล่านั้นมารวมตัวกับแบคทีเรีย Corynebacterium ซึ่งมีความสามารถในการผลิตเอนไซม์ไปย่อยกรดไขมันต่างๆ นั่นเลยเป็นบ่อเกิดแรกของการมีกลิ่นตัว

ในจุดอับและซ่อนเร้น..ไม่ได้มีแบคทีเรียชนิดเดียวที่ทำให้เกิดกลิ่น
สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือกลิ่นตัวที่แรง มักจะมาพร้อมกับเหงื่อ จริงๆ แล้วในจุดซ่อนเร้นนอกจากจะมีต่อมกลิ่นแล้ว ยังมีต่อมเหงื่อ ซึ่งสองต่อมนี้ทำงานคนละหน้าที่ โดยต่อมเหงื่อจะผลิตเหงื่อออกมาเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย และต่อมเหงื่อนี้ก็เช่นเดียวกับต่อมกลิ่น ที่จะกระจายอยู่ทุกที่ ข้อมูลที่น่าว้าวคืออันที่จริงเหงื่อของเราที่ผลิตออกมาเป็นของเหลวที่ไม่มีกลิ่น โดยข้อมูลจากสำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่า เหงื่อเป็นของเหลวที่ประกอบไปด้วยสารอาหารพื้นฐานมากมาย เช่น  โซเดียมคลอไรด์ โพแทสเซียม แมกนีเซียม น้ำตาล และกรดอะมิโนบางชนิด และด้วยส่วนประกอบมากมายเหล่านี้เอง บวกกับอุณหภูมิที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) ซึ่งเป็นตัวการของกลิ่นตัวลำดับที่สองถัดมาจากต่อมกลิ่น 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าตัวเหงื่อเองจะเป็นของเหลวที่ไม่มีกลิ่น แต่สิ่งที่เรากินเข้าไปสามารถทำให้เหงื่อมีกลิ่นได้ อาหารเหล่านั้นก็คงไม่พ้นอาหารที่แม้แต่ก่อนกินก็ส่งกลิ่นอยู่แล้ว เช่น กระเทียม หัวหอม เครื่องเทศ และแอลกอฮอล์

เหงื่อเยอะ...กลิ่นตัวยิ่งแรงจริงหรือไม่
มาถึงจุดนี้อย่าเพิ่งเหมารวมว่าคนที่มีเหงื่อเยอะ จะต้องกลายเป็นผู้ที่มีกลิ่นตัวหมดซะทุกคน เพราะจากข้อมูลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ยืนยันว่า แม้ว่ากลิ่นตัวจะเกิดจากเหงื่อและแบคทีเรียที่มีความสัมพันธ์กับเหงื่อ แต่ก็ใช่ว่าคนมีเหงื่อเยอะจะมีกลิ่นตัว เพราะจริงๆ แล้ว กลิ่นตัวก็ต้องซูฮกให้การทำงานของต่อมกลิ่นเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนเหงื่อเยอะ ก็มีความเสี่ยงในการมีกลิ่นตัวมากกว่าคนเหงื่อน้อย 

เหงื่อรักแร้ที่ว่าเยอะ...ต้องหลีกทางเมื่อเทียบกับมือและเท้า
ข้อมูลจากโรงพยาบาลยันฮีกล่าวว่า โดยปกติมนุษย์เราจะผลิตเหงื่อออกมาโดยประมาณ 1 ลิตร แต่ก็อาจจะมากหรือน้อยกว่านั้นบ้างแต่ไม่มากนัก แต่จะมีคนบางกลุ่มที่ผลิตเหงื่อออกมาเยอะกว่าคนปกติ โดยคนกลุ่มนั้นจัดอยู่ในกลุ่มของผู้มีภาวะ Hyperhidrosis และจากบทความของเวปไซต์ MedicalNewsToday ประเทศอังกฤษให้ข้อมูลเชิงสถิติว่า ต่อมเหงื่อจะผลิตมากที่สุดในอัตรา 60-70 % ในเท้าและมือ และอีกประมาณ 30-40 % จะพบบริเวณรักแร้ 

โดยแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเท้ามีจำนวนมากกว่าในรักแร้ 2 ชนิด คือแบคมีเรียบริวิแบคทีเรียม (Brevibacterium) และ โพรพิโอนิแบคทีเรียม (Propionibacterium) ลองนึกดูสิว่าแบคทีเรียที่สร้างกลิ่นรักแร้มีแบคทีเรียแค่ 2 ตัว แต่ในเท้ามีแบคทีเรียถึง 4 ตัว กลิ่นส่วนไหนเมื่อเปิดออกมาจะทำให้ขมคอมากกว่ากัน 

ภูมิปัญญาชาวบ้าน...ที่คิดค้นวิธีลดเหงื่อ
สิ่งหนึ่งที่คนไทยอย่างเราคุ้นชินมานานคือสารส้ม (Alum) จริงๆ แล้วในสารส้มมีประโยชน์มากมาย เช่นนำไปแกว่งในน้ำเพื่อให้เศษต่างๆ ตกตะกอน นำมาถนอมอาหารให้กรอบและยืดอายุของผักผลไม้ และที่น่าดีใจคือสารส้มมีสารประกอบที่ช่วยเรื่องลดกลิ่นตัวได้เช่นกัน

กลไกการทำงานของสารส้มก้อนที่เรารู้จักนั้น เมื่อถูบนอวัยวะแล้ว สารโพแทสเซียม อะลัม (Potassium Alum) และแอมโมเนียม อะลัม (Ammonium Alum) จะไปเคลือบผิวและต่อมเหงื่อ ช่วยลดปริมาณเหงื่อที่จะออกมาได้ และเมื่อเหงื่อมีปริมาณที่น้อยลง ก็จะช่วยลดการเกิดกลิ่นตัวในลำดับต่อมา มากไปกว่านั้นเวปไซต์ sweathelp.org ยังได้นำเสนอข้อมูลเชิงวิวัฒนาการว่า ปัจจุบันได้มีการใช้ Botox มาฉีดบริเวณที่มีเหงื่อมาก เช่น รักแร้ มือและเท้า ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจและไม่มีผลข้างเคียงเรื่องสุขภาพ แต่จะมีผลกระทบบ้างเล็กน้อยกับกระเป๋าตังค์ที่ต้องหมั่นมาฉีด Botox ในส่วนนั้นทุกๆ 6-8 เดือน และยังไม่หมดแค่นั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้มีทางเลือกมาให้อีก คือการใช้คลื่นความร้อน เช่น Ultra Dry มาช่วยในการลดการผลิตเหงื่อ แต่วิธีนี้ต้องกลับมาทำซ้ำทุก 1-2 สัปดาห์

อ๊ะๆ รู้นะว่าแอบคิดอะไร คนที่อ่านบทความมาถึงจุดนี้คงมีความคิดสิว่า ถ้าต่อมเหงื่อมีปัญหามาก ก็เอาออกไปซะให้รู้แล้วรู้รอด เราก็ขอบอกตรงนี้เลยว่าการทำแบบนั้นจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี คือร่างกายจะไม่สามารถขับความร้อนออกได้ และผิวส่วนนั้นอาจจะแห้ง แตก จนเกิดแผลเรื้อรัง รู้แบบนี้แล้วก็ให้รู้ว่าลดเหงื่อดีกว่าเอาต่อมเหงื่อออกนะ

ลดเหงื่อ..เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
อย่างที่บอกว่าจริงๆ แล้วกลิ่นตัวเราเกิดมาจากต่อมกลิ่นเป็นหลัก ทำให้ถึงแม้เราจะหากลไกการลดเหงื่อได้ ต้นเหตุหลักของกลิ่นก็ยังอยู่ อย่างไรก็ตามมนุษย์อย่างเรามีหรือจะยอมแพ้แก่โชคชะตา เหล่าแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะเรื่องผิวหนังและความงาม ได้คิดค้นวิธีลด และกำจัดการทำงานของต่อมกลิ่นได้โดยการผ่าตัด กล่าวคือการนำต่อมกลิ่นส่วนนั้นออกไปเลย ซึ่งโดยรวมแล้วได้ผลดี แต่ก็ยังมีผู้ที่เข้ารับการรักษาบางรายให้ข้อมูลว่า ได้ผลไม่ค่อยต่างมากนักเมื่อเทียบกับก่อนผ่า และบางกลุ่มก็ให้ข้อมูลว่าเกิดรอยแผลเป็นหลังการผ่าตัดอีกด้วย ดังนั้นใครที่อยากจะรักษาด้วยวิธีนี้ ก็ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนการตัดสินใจ

ถึงจุดนี้แล้วเราเองต่างก็รู้ซึ้งถึงกลิ่นตัว ว่ามีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงแค่ไหน ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่ที่แออัดแล้วนั้น ก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของกลิ่นทวีคูณ วิธีพื้นฐานที่เราใช้กันก็คงหนีไม่พ้นการหาสเปรย์ดับกลิ่นกาย หรือถ้าใครเป็นสายออร์แกนิคก็อาจจะต้องหาสารส้มแท่งสักอันมาใช้ แต่ก็อย่างว่า สิ่งเหล่านั้นอาจจะทิ้งคราบเหลืองบนเสื้อผ้า บนบริเวณที่ใช้ได้เช่นกัน วิธีที่ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องเสียเงินคือ หมั่นอาบน้ำ ล้างมือ ล้างเท้าบ่อยๆ เพื่อลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียนั่นเอง