ไขข้อข้องใจ มีดีอย่างไรเจ้าวิตามินซี



 
วิตามินซี หรือ กรดแอสคอร์บิก เป็นวิตามินที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารประเภทผักและผลไม้ เช่น มะขามป้อม ฝรั่ง กีวี มะละกอสุก ส้มโอ ส้มเขียวหวาน สตรอว์เบอร์รี ผลไม้ตระกูลเบอร์รี พริกหวานสีแดง บรอกโคลี ยอดผักหวาน มะระ ดอกแค หรือแม้แต่ใน พริกไทย ก็มีวิตามินซีอยู่ด้วยเช่นกัน วิตามินซีจะอยู่ในร่างกายไม่นานนักเนื่องจากมันเป็นสารที่ละลายในน้ำจึงทำให้ถูกขับออกมาทางปัสสาวะและช่องทางอื่นๆ ของร่างกาย สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้รับประทานผัก ผลไม้ อาจจะต้องทานวิตามินซีสังเคราะห์เพิ่มเติม แต่หลายคนก็ยังกังวลและมีคำถามอยู่ในใจหลายอย่าง วันนี้เราจะพาคุณไปพบคำตอบ..
 
วิตามินซี...ป้องกันไข้หวัดได้จริงหรือ?
ความเชื่อที่ว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำสามารถป้องกันหวัดได้นั้นไม่เป็นความจริง สิ่งที่จะช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ถึง 50% ก็คือการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาเป็นประจำ แต่การทานวิตามินซีทุกวันก็ยังมีประโยชน์ต่อผู้เป็นไข้หวัดอยู่บ้าง นั่นคือ การช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัด ขนาดวิตามินซีที่แนะนำให้รับประทานเพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดคือ 1-3 กรัม/วัน วิตามินซีจะช่วยลดระดับฮิสตามีน (สารที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล) ในเลือดลงถึง 40% อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ไม่ได้รับประทานวิตามินซีเป็นประจำ การมาเริ่มทานวิตามินซีตอนที่เป็นหวัดแล้วจะไม่ได้ช่วยลดความรุนแรงหรือระยะเวลาในการเป็นหวัดให้น้อยลง



วิตามินซี...ดีต่อผิวอย่างไร?
วิตามินซี มีความสามารถในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการสร้างและซ่อมแซมเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ เหงือก ผนังหลอดเลือด กระดูกและฟัน ยังมีการวิจัยที่พบว่า การทานวิตามินซีอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดโอกาสการเกิดผิวหนังอักเสบ และเพิ่มความต้านทานต่อการถูกแดดเผามากขึ้นถึง 20% และหากทานในปริมาณที่สูงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาบาดแผลที่เกิดจากการเผาไหม้ เพราะวิตามินซีจะมีส่วนช่วยในการนำเลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงบริเวณที่เซลล์ถูกเผาไหม้ได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยขับของเสียออกจากผิวบริเวณนั้นอีกด้วย

ในด้านความงามที่เป็นที่นิยมนั้น วิตามินซีมีส่วนช่วยลดการเกิดเม็ดสีเมลานิน อาจทำให้ผิวดูขาวขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขาวกว่าระดับผิวหนังเดิมของคนๆ นั้นไปได้ ในส่วนความใสของผิวหน้า วิตามินซีมีส่วนช่วยทำให้ผิวดูสดใสขึ้นจากการที่มีผิวชุ่มชื้น และช่วยลดจุดด่างดำด้วยการทำหน้าที่เป็นสาร Antioxidant ผิวจะดูเรียบเนียนเป็นสีเดียวกัน จึงทำให้ผิวดูใสมีสุขภาพดี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอื่นๆ ประกอบกัน เช่น การดื่มน้ำมากๆ การทาครีมกันแดด การไม่ออกแดดและการหลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อนที่มากหรือบ่อยเกินไป
 
วิตามินซี...กินเวลาไหนดี?
การกินวิตามินซีจะกินเวลาไหนก็ตามควรกินเป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ แต่การกินหลังมื้ออาหารจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีได้ดีขึ้นเพราะมีตัวนำพาไปใช้ได้ดีกว่า วิตามินซีนั้นจะเสื่อมคุณค่าลงหากสัมผัสกับออกซิเจน แสง ความชื้น และความร้อน เราจึงควรเก็บวิตามินซีไว้ในขวดทึบแสงและวางไว้ให้ห่างจากแหล่งความร้อน และการเลือกกินวิตามินซีชนิดอมจะช่วยให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึมเอาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และหากเป็นไปได้ก็ควรเลือกกินผักและผลไม้ที่เป็นแหล่งวิตามินซีตามธรรมชาติจะดีกว่า
 
วิตามินซี...กินมาก กินน้อย เหมาะกับใครบ้าง?
คนแต่ละช่วงวัย ควรได้รับวิตามินซีในปริมาณที่แตกต่างกัน สำหรับเด็กการได้รับวิตามินซีเพียงวันละ 35-45 mg.ก็เพียงพอแล้ว แต่ในผู้ใหญ่ควรได้รับที่ 50-60 mg./วัน นอกจากนี้ คนที่สูบบุหรี่ เป็นหวัดง่าย หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาแอสไพริน ควรกินวิตามินซีมากกว่าปกติ และหากใครมีความดันโลหิตสูง การได้รับวิตามินซีวันละ 500 mg. จะช่วยลดความดันได้ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะกินวิตามินซีในปริมาณมากๆ เพราะการได้รับวิตามินซีมากเกินไปหรือกินติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลข้างเคียง ที่พบได้บ่อย คือเกิดอาการท้องเสีย แสบท้อง ไม่สบายท้อง มวนท้อง เกิดแผลในกระเพาะอาหาร โรคโลหิตจาง รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไต และหากคุณรับประทานโสมก็ไม่ควรกินวิตามินซีในช่วงเวลาเดียวกัน ควรเว้นระยะทั้งก่อนและหลังสัก 2 ชั่วโมง
 
วิตามินซี...กับการตรวจสุขภาพ?
หากคุณกินวิตามินซีเป็นประจำ ทุกครั้งที่ไปตรวจสุขภาพก็อย่าลืมแจ้งแพทย์ด้วย เพราะการกินวิตามินซีในปริมาณสูงอาจกระทบถึงผลเลือด รวมทั้งผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกได้ สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานค่าน้ำตาลในปัสสาวะอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง แม้แต่การทานยารักษาโรคเบาหวานก็อาจมีประสิทธิภาพด้อยลงหากรับประทานร่วมกับวิตามินซี ดังนั้นหากคุณเกี่ยวข้องหรือมีความเสี่ยงกับโรคเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูว่าคุณเหมาะที่จะทานวิตามินซีมากน้อยแค่ไหน