“TOP 10 WELLNESS TREND” เทรนด์ที่น่าจับตาในปี 2021

 “ HEALTHADDICT  TOP 10  WELLNESS-TREND LIST”  ที่เราจะมาแชร์วันนี้ เป็นอีกเรื่องที่คนรักสุขภาพ…หรือนักธุรกิจสายนี้ต้องหันมาจับตามอง เพราะดูทีท่าแล้ว มีแนวโน้มที่จะปังปูริเย่ในปี 2021 สูง 

#1 Fitness 

ใครที่มองว่าโควิดน่าจะทำพิษเพิ่มในปี 2021 ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก นั่นอาจเป็นเพราะการทดลองวัคซีนยังคงต้องดำเนินไปเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ (เราหมายถึงการไม่พร้อมใช้งานในปีนี้นะ)  และจุดนี้ก็อาจทำให้นักลงทุนทำธุรกิจด้านนี้ไม่ค่อยแน่ใจว่าในปี 2021 นั้น…แนวโน้มมันจะ “รุ่ง” หรือจะ “ร่วง” กันแน่! 

หากลองย้อนไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่ามีการปิดตัวธุรกิจฟิตเนสรายใหญ่ลงไป พอวกกลับมาที่ยุคปัจจุบัน ปัญหาโรคระบาดก็พ่วงเข้ามาผสมอีก หลายคนเลยมองว่าไม่น่าเวิร์ค แต่อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นซะทีเดียว เพราะทางกรมธุรกิจการค้า (Department of Business Development) หรือ DBD เค้ามองว่ากระแสคนรักสุขภาพกำลังมาแรง ซึ่งมีธุรกิจการให้บริการฟิตเนสในรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นการเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงของฟิตเนสขนาดเล็ก เราว่างานนี้เจ้าของธุรกิจอาจจะลองปรับมาเป็น Studio ออกกำลังกายเล็กๆ ที่เจาะจงแบบเฉพาะด้านไปเลยก็ได้ เช่น การปั่นจักรยานในร่ม การเล่นโยคะ มวยไทย เพราะข้อมูลจากทาง DBD ค้นพบว่า กระแสกลุ่มลูกค้าแบบ Nich ก็กำลังจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน 
 

เครดิตภาพ : คลังธุรกิจ


 

เครดิตภาพ : คลังธุรกิจ

 

#2 Intuitive Eating
 

EATING TREND อันนี้ไม่ใช่การ HEALTHY EATING แบบทั่วไป แต่มันหมายถึง Intuitive Eating หรือที่แปลว่า “การกินตามสัญชาติญาณ" หรือ "การกินตามใจปาก” นั่นเอง

ซึ่งถ้าฟังดูแล้วก็สวนทางกับการดูแลสุขภาพโดยสิ้นเชิง แต่ความจริงมันก็คือทฤษฏีที่เชื่อว่า...เมื่อเราอยากทานอะไร แสดงว่าร่างกายกำลังขาดสารอาหารนั้นอยู่ วิธีการทานคือ ให้ทานแค่พออิ่มและมีขีดจำกัด ไม่ใช่ทานจนแน่น ซึ่งคุณสามารถทานอาหารที่มีไขมันสูง หรือน้ำตาลสูงได้ แต่ต้องอยุ่ภายใต้ความเหมาะสม พูดง่ายๆ คือ ทานให้หายอยาก ไม่ต้องทานให้อิ่มจนท้องโต  ทั้งนี้ข้อมูลจาก GOOD +WELL REPORTS พบว่าการทานในรูปแบบนี้จะให้ผลดีกว่าการมานั่งนับจำนวนแคลฯ ซะอีก ซึ่งเรามองว่า...การทำ Coaching หรือ Training เกี่ยวกับการทานในรูปแบบนี้จะเป็นตัวจุดประกายวิธีการไดเอทอีกรูปแบบหนึ่งไม่ต่างจากการทำ IF (Intermittent fasting) หรือการทานแบบคีโตนที่เป็นที่นิยมกัน 

#3 Emotional Wellness  

เนื่องจากคนหนุ่มสาวยุคใหม่กำลังเผชิญความเครียดจากปัญหาที่หลากหลาย เช่น เรื่องเรียนและการทำงาน รวมถึงการที่ต้องเดินทางไกลออกมาอาศัยเพียงลำพัง   :ซึ่งทำให้การจะหันหน้าไปพึ่งหรือปรึกษาคนใกล้ตัวดูจะเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ บวกกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจด้วย ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลทำให้ธุรกิจแอปพลิเคชั่นปรึกษาด้านปัญหาสุขภาพจิตนี้เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามอง ยกตัวอย่างเช่น Headspace meditation , OOCA และ TalkSpace  และยิ่งไปกว่านั้น! สุขภาพทางจิต (Mental Health) นี้ยังได้ถูกรณรงค์จากทั่วโลกให้เป็นหัวใจหลักที่สายสุขภาพต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน! 
 
 

#4 Food allergens Test Kits 


อุปกรณ์ตรวจเช็กอาการป่วยเบื้องต้นกลับกลายเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่เริ่มอยากมีติดตัวกันไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ค่อนข้างตอบโจทย์ไลฟสไตล์แบบ NEW NORMAL ที่หากไม่ป่วยหนักจริงๆ ก็ไม่อยากเสี่ยงเดินทางไปในที่ที่คนแออัด เพราะการระบาดของโควิด-19 เป็นสิ่งที่ยังเบาใจไม่ได้ ทั้งนี้ข้อมูลจากเว็บไซต์ Mydomaine.com ได้บอกว่าอุปกรณ์อย่าง “Food allergens Test Kits” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ควรมีติดบ้าน เพราะโรคภูมิแพ้อาหารมักทำให้เกิดความสับสนกับอาการอื่นๆ ที่เกิดจากการตอบสนองไวต่ออาหาร ซึ่งในบางคนร่างกายอาจแค่ตอบสนองต่ออาหารบางประเภทไวเฉยๆ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แพ้อาหารอะไรเลย ซึ่งนี่เป็นเหตุให้ต้องอดทานอาหารอร่อยๆ ไปโดยปริยาย 
 
 

#5 NEW WORK CULTURE  

สถิติการสำรวจจากทั่วโลกมองว่าคนยุคใหม่โดยเฉพาะ GEN Z นั้น "ไม่ชอบทำงาน" ภายใต้ระบบที่ไร้เหตุผล ไร้ความยุติธรรม บางทีก็ไม่ชอบความเจ้ากี้เจ้าการมากเกินไป และแฮปปี้ที่จะทำงานอย่างอิสระ นี่แสดงถึงวัฒนธรรมของการทำงานรูปแบบใหม่ ชื่อว่าการทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Work Culture)  เพราะคนหันมาโฟกัสกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น ธุรกิจหรือสิ่งที่จะตอบโจทย์เทรนด์นี้อาจเป็นเรื่องของของแต่งห้อง Interior Design ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ที่สร้างความผ่อนคลายบนโต๊ะทำงาน เช่น ต้นไม้จิ๋ว หรือ Herbal Essential Oil  
 

#6 TELEMEDICINE

การเข้าถึงคุณหมอ…นอกเหนือจากการเดินทางไปหาแล้ว การได้วิดีโอคอลและรับการวินิจฉัยจากแพทย์เบื้องต้นก็ถือว่าช่วยลดค่าเดินทางให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี เพราะด้วยกับสถานการณ์โรคระบาดนี้ อาจทำให้ผู้ป่วยอายุมากที่มีโรคประจำตัวเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้สูง  
 

#7 Medical Innovation

นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรักษาโรคต่างๆ ย่อมมาพร้อมประสิทธิภาพที่ให้ความเสี่ยงต่ำกว่าการรักษาแบบดั่งเดิม ยกตัวอย่างเช่น การผ่าตัดแผลเล็ก (MINIMAL INVASIVE SURGERY) ที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยที่กังวลเรื่องแผลเป็นและผู้ป่วยที่ต้องการการฟื้นตัวที่เร็วควบคู่ไปด้วย หรือจะเป็นนวัตกรรมการฉายแสงรักษาโรคด่างขาวเพื่อเพิ่มความเท่ากันของเม็ดสี เป็นต้น  ฉะนั้นนวัตกรรมที่เพิ่มความสะดวกสบายในการรักษาให้กับผู้ป่วย ทำให้บาดเจ็บน้อยและฟื้นตัวไวให้คุณภาพชีวิตกลับมาใกล้เคียงกับปกติมากที่สุดจะเป็นต้องการในวงการแพทย์ทั่วโลก 
 

#8 Genderless Fashion 

ยุคสมัยที่เปลี่ยน ความเท่าเทียมทางเพศจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คุณผู้ชายสามารถเสริม Personality หรือ Professional Appearance ที่โชว์ความเป็นมืออาชีพผ่านเสื้อผ้าได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายสไตล์หนุ่มๆ หรือสาวมั่น ไม่ว่าคนนั้นจะมีเพศกำเนิดเป็นอะไร ขีดจำกัดความเป็นเพศนั้นๆ ก็ไม่จำเป็นต่อการเลือกเสื้อผ้าอีกต่อไป ทั้งนี้ข้อมูลสถิติจาก EUROMONITOR ชี้เป้าว่า เสื้อผ้าแนว ACTIVEWEAR หรือ SPORTY LOOK จะเข้ามามีบทบาทในวงการแฟชั่นปี 2021 เพิ่มขึ้นถึง 6.1 เปอร์เซ็นต์เลยล่ะ 
 

#9 E-commerce


เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจด้านสายสุขภาพ  ปัจจุบันอุตสาหกรรม Healthcare ต่างก็ผันตัวมาเปิดหน้าร้านออนไลน์กันมากขึ้นเพื่อสร้างการเข้าถึงของฐานผู้ใช้บริการ เพื่อที่จะให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ บนหน้าเว็บไซต์ของตนเองได้ 

 

เครดิตภาพ : NEWCHAPTER

#10  Gadget 

นอกจาก Apple Watch ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพแล้ว จะดีแค่ไหนหากในอนาคตเราจะมี Gadget ที่สะดวกสบาย ตรวจสอบสุขภาพต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น เราขอยกตัวอย่างงานวิเคราะห์จากสื่อในอเมริกาอย่าง CNET ที่แนะนำไอเท็มแปรงสีฟันไฟฟ้าของแคลเกตมาเป็นอินสไปเรชั่น โดยมันสามารถจับพฤติกรรมการแปรงฟันของคุณได้ และยังตรวจสอบได้ว่ามีส่วนไหนอีกที่ต้องแปรงให้สะอาด ซึ่งนี่อาจจะทำนายอนาคตให้กับวงการสุขภาพว่าในอนาคตเราอาจจะมีแปรงสีฟันไฟฟ้าที่ถูกพัฒนาให้สามารถตรวจสอบสุขภาพช่องปากได้ลึกถึงระดับเซลล์ก็เป็นได้ 

เป็นยังไงกันบ้าง?  สำหรับใครที่มองว่ามีเทรนด์อื่นๆ ที่น่าสนใจอยากให้เราตามไปส่องว่าจะปังปูริเย่รึป่าว ก็คอมเม้นท์ หรือ INBOX มาคุยกันได้เล้ยย