4 บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจจากสารคดีสืบสวน American Murder The Family Next Door

การฆาตกรรมยกครัวที่เกิดกับครอบครัวเล็กๆ ในอเมริกา “WATTS FAMILY”  เป็นอีกหนึ่งคดีสะเทือนขวัญที่ทั่วโลกหันกลับมาจับตามองอีกครั้ง  อาจเป็นเพราะล่าสุดทาง Netflix ได้นำเรื่องราวนี้มาตีแผ่จนหลายคนรู้จักมากขึ้น…พอดูจบปึ๊บ! ก็ยากที่จะลบความหดหู่นี้ออกไปได้… 

 …และเสียงส่วนใหญ่ก็ดันเกิดความสงสัยตรงกันว่า ทำไม? ผู้เสียชีวิตต้องมาตายด้วยน้ำมือของคนที่รักสุดหัวใจด้วย?  แล้วอะไรถึงทำให้สามีคนหนึ่งกล้าที่จะฆ่าคนในครอบครัวได้ลงคอ  ไม่ว่าจะเป็นภรรยาที่กำลังตั้งท้อง รวมถึงเด็กๆ ที่ยังไร้เดียงสาอยู่ ซึ่งในวันนี้เราก็มีข้อมูลวิเคราะห์จากที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต (Licensed Mental Health Counselors) Dr. Todd Grande  ผู้ทำการศึกษาเคสนี้เพื่อส่องลึกไปถึงจิตของฆาตกรอย่างจริงจังมาฝาก  เชื่อว่ามันคือตำราการใช้ชีวิตคู่ที่สำคัญมากสำหรับทุกคน


 

4 บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต  Dr. Todd Grande ถึงคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญของ “WATTS FAMILY”


หากใครที่เพิ่งเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้  เราอยากให้ไปชมเรื่องราวคร่าวๆ ในยูทุปกันก่อนโดย search คำว่า “Watts Family” หรือจะรับชมเรื่องราวได้ที่  Netflix  ค้นหาชื่อเรื่อง “American Murder Story : The Family Next Door” 

ANALYSIS #1 สัญญาณแห่ง “ความไม่ซื่อสัตย์”


การห่างกันของสามีภรรยาเกิดขึ้นในช่วงที่ฝ่ายหญิงต้องพาลูกๆ ไปพบคุณยายนานถึง 5 สัปดาห์ เมื่อภรรยากลับบ้านมา ฝ่ายชายกลับไม่อยากมีเซ็กส์ร่วมกับเธอ (Shanann Watts)

ทางทีมสืบสวนได้พบข้อความที่เธอพูดคุยกับเพื่อนถึงข้อสงสัยว่าสามีอาจแอบนอกใจ แต่จนถึงวินาทีสุดท้ายเราก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเธอรู้ความจริงหรือไม่ 
ด๊อกเตอร์ ท๊อด วิเคราะห์ว่า  “หากพูดตามหลักการทั่วไป ผู้ชายที่แค่เบื่อและอยากมีเซ็กส์จะเลือกรักษาชีวิตการแต่งงานเอาไว้ และแค่แอบไปมีเซ็กส์นอกบ้าน  แต่กับเคสนี้มันชัดเจนและแตกต่าง  เพราะทางฝ่ายสามีให้สัญญาณผ่านความเย็นชา และเป็นฝ่ายเริ่มถอยห่างเรื่องบนเตียงมาสักพัก ก่อนที่สุดท้ายจะสารภาพบอกตรงๆ ว่าเขาต้องการหย่า”   

…และอีกหนึ่งแรงจูงใจของเหตุสลดนี้อาจมาจากเรื่องบนเตียงสุดเร้าใจที่ทางคริส (Christ Watts)  ผู้เป็นสามีอยากลิ้มลองอะไรใหม่ๆ มันอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เขารู้สึกว่าสมควรเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทางของตัวเองซักที แต่ว่าการแต่งงานมีคู่ใหม่นั้น “ไม่ใช่เรื่องง่าย”  ไม่เหมือนการเลือกซื้อเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนซื้อใหม่ได้เลย  เขาจึงต้องฆาตกรรมครอบครัวตัวเองในที่สุด 

***ซึ่งนั่นแปลว่าเรื่องบนเตียงและความเหินห่างทางการสัมผัสจากที่ปกติชอบทำร่วมกันดันเปลี่ยนไป อาจจะเป็นสัญญาณหลักๆ ที่คุณผู้หญิงควรจับสังเกตไว้ให้ดีดีเลยล่ะ 

ANALYSIS #2   ความไม่เข้ากันของบทบาทหน้าที่ในการใช้ชีวิตคู่


คุณเคยได้ยินคำว่า “Dominant” มั้ย? ในเคสนี้ฝ่ายหญิงเคยอัดคลิปลงเฟสบุ๊คของเธอแล้วบอกว่า คนที่เป็นผู้นำในการใช้ชีวิตคู่นั้นจะเป็นเธอซะมากกว่า

และด้วยกับสัญชาตญาณทางจิตใจ  หากมองในเชิงจิตวิทยาทางเว็บไซต์ Psychology Today ได้เคยวิเคราะห์ถึงคนที่มีลักษณะแบบนี้ (Dominant ) ไว้ว่ามักจะเป็นคนเอาแต่ใจ และมีความรู้สึกช้าในการรับรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรอยู่ 
 
ซึ่งเป็นไปได้มั้ยว่า ? ลึกๆ แล้ว สามีของเธอก็อาจจะไม่ได้อยากเป็นฝ่ายตามเธอ (submissive) ซะทีเดียว และบางครั้งการเป็นคนพูดน้อยของเขาก็อาจเป็นการสื่อสารแล้วก็ได้  แต่ทั้งนี้เราก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่า เธอเป็นเจ้าเผด็จการขนาดที่สามีต้องเก็บกดแอบไปนอกใจเลยมั้ย  เพราะข้อมูลที่เห็นคือภาพความรัก ความอบอุ่นที่พวกเขามีต่อกันผ่านสื่อโซเชียลเท่านั้น แม้แต่หลักฐานการส่งข้อความหากัน ก็บ่งบอกได้แล้วว่าเธอไม่เคยรู้เลยว่าสามีของตนคิดอะไรกับเธอและลูกๆ อยู่กันแน่!  

ทางด๊อกเตอร์ท๊อดตีความว่า  การเป็นฝ่าย Submissive มีผลอย่างเด่นชัดให้ฝ่ายฆาตกรต้องการเป็นอิสระ ความเก็บกดต่างๆ ปัญหาทางการเงิน ชีวิตคู่ เรื่องเซ็กส์ ทุกอย่างอาจไม่ได้มีการพูดคุยกันแบบตรงไปตรงมาจนเกิดการสะสม  พอถึงโอกาสมีปากเสียงทำร้ายฝ่ายภรรยา  ทำให้อาจมีแรงผลักดันจนถึงขั้นทำให้เธอและลูกๆ ต้องเสียชีวิตในที่สุด 

#3 การเสพติดชีวิตสมบูรณ์แบบผ่านสื่อ Social Media


ทางด๊อกเตอร์ ท๊อดมองว่าเขาสังเกตเห็นถึงความรู้สึกอึดอัดของคริสในคลิปที่ภรรยาถ่าย เป็นวีดีโอดูรีเอคชั่นของเขาหลังจากเธอเซอร์ไพรส์ว่าตนกำลังตั้งท้องลูกคนที่สาม ซึ่งสีหน้าของคริสนั้นดูไม่ตื่นเต้น และกำลังควบคุมความรู้สึกอันเย็นชาของตัวเองอยู่ การแสดงออกว่ายิ้มดีใจต่อหน้ากล้อง นั่นก็เพราะเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองเอาไว้เท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ทุกๆ อย่างในโลกโซเชียลก็เป็นเพียงชีวิตด้านเดียวที่คนโพสเลือกที่จะให้เห็น ส่วนเรื่องราวที่เป็นลบ แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากโชว์เพื่อทำให้ตนเองดูมีตำหนิ หรือชีวิตดูไม่โอเค   
 

รู้หรือป่าว? ว่าสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยตัวเลขการหย่าร้างทั่วโลก พบว่าประเทศ “ลักเซมเบิร์ก”  เป็นประเทศในทวีปยุโรป ที่มีสัดส่วนการหย่าร้างสูงถึง 87% เลยล่ะ

 

#4 ทำไมเขาถึงฆ่าลูกตัวเอง? 


การเสียชีวิตของซีซีและเบลล่า ลูกสาววัยแสนซนของเขาทั้งสองเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเลือดเย็นของคริส (Chris Watts)  ซึ่งนั่นทำให้ด๊อกเตอร์ท๊อดพบว่า 2 เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เกิดความกล้านี้คือ 1. ความโกรธแค้นภรรยาของเขาที่ยังคงค้างอยู่  และ 2. เขาต้องการกำจัดเด็กน้อยไปให้พ้นๆ เพราะต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับแฟนใหม่ ซึ่งเหตุผลอันที่สองนี้มีน้ำหนักมากกว่าอันแรก เนื่องจากทุกอย่างดูมีการเตรียมพร้อมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว 


=> เครื่องตรวจจับเท็จและความแม่นยำเป็นยังไง? 

เครื่องจับเท็จหรือ เครื่อง “โพลีกราฟ”   มีความสามารถในการตรวจจับปฏิกิริยาทางสรีระร่างกายและการเคลื่อนไหว ซึ่งจะถูกใช้ในการสอบสวนผู้ต้องสงสัยคดีอาชญากรรมต่างๆ  โดยจะตรวจจับอัตราการหายใจ  ความดันโลหิต ชีพจร  รวมถึงการไหลของเหงื่อที่มือ ซึ่งปฏิกิริยาต่างๆ เหล่านี้จะบอกว่าคนๆ นั้นกำลังตื่นเต้น กังวล เครียด หรือวิตกกังวลอยู่ โดยเคสคดีนี้จะมีนักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนทำงานคู่กันไปเพื่อหาคำตอบ ตะล่อมด้วยคำถามเชิงจิตวิทยา เพื่อหาคำตอบว่าเขา “โกหกหรือไม่” แต่ทั้งนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หลักฐานประกอบการพิจารณาต่างๆ ที่มาเพิ่มน้ำหนักและความแม่นยำของคำตอบจากเครื่องโพลีกราฟอีกที  หมายความว่าคำตอบแรกจากเครื่องจับเท็จอาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยซะทีเดียว
 




ภาพที่เห็นในสื่อออนไลน์ว่าการใชชีวิตของครอบครัว watts นั้นสมบูรณ์แบบและแฮปปี้คงให้บทเรียนครั้งสำคัญกับทั่วโลกว่า...หลายคนที่คุณเห็นชีวิตด้านดี ได้ออกไปเที่ยวบ่อยๆ บางครั้งมันมีความหมายล้านแปดที่แฝงซ่อนอยู่ และชีวิตหลังม่านภายใต้ความสวยหรูก็อาจเต็มไปด้วยการสร้างภาพดีดีผสมความขมขื่นที่ยากเกินกว่าจะรู้ได้ด้วยตาเปล่า สิ่งสำคัญของการใช้ชีวิตคู่คงไม่พ้นการสื่อสาร หากถูกบอกเลิก หรืออีกฝ่ายอยากหย่าร้าง ควรตั้งสติ หาทางแก้ร่วมกัน และเมื่อีกฝ่ายเอ่ยปาก ทางแก้เพื่อเซฟตัวเองให้ไว คือการตัดสินใจหย่าโดยไม่รั้งเขาเอาไว้ พร้อมหาข้อตกลงเพื่อทำหน้าที่พ่อกับแม่ต่อไปให้ดีที่สุด