E-Living Will พินัยกรรมขอตายดี ... เลือกวาระสุดท้ายไว้ล่วงหน้า ในวันที่ยังมีโอกาส

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นั้น ระบุว่า มีจำนวนคนที่ทำ Living Will ผ่านระบบออนไลน์เพิ่มจากประมาณ 8,000 คน เป็นเกือบ 100,000 คน ซึ่งทำให้เห็นว่าคนไทย รวมถึงคนรุ่นใหม่เอง เริ่มที่จะให้ความสำคัญกับการวางแผนวาระสุดท้ายมากขึ้น



วันนี้เราเลยจะพามาย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของการมี Living Will บนโลกนี้ พร้อมทำความเข้าใจถึงความสำคัญ เพื่อที่จะตอบคำถามได้ว่า ทำไมทุกวันนี้คนถึงหันมาสนใจเรื่องของการทำ Living Will กันมากขึ้น และถึงเวลาที่เราควรต้องทำไว้บางหรือยัง

จุดเริ่มต้นของ Living Will ในต่างประเทศ คำว่า Living Will เริ่มเป็นที่รู้จักในปี ค.ศ. 1969 จากบทความ Due Process of Enthanasia: Living Will, A Proposal ที่มีการพูดถึงข้อเสนอของทนายความชาวอเมริกันชื่อ Luis Kutner ซึ่งเขาได้เสนอว่า บุคคลควรสามารถเขียนความต้องการไว้ล่วงหน้าได้ว่า หากวันหนึ่งป่วยหนักจนไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจเองได้ จะยอมรับหรือปฏิเสธการรักษาแบบใด ซึ่งต่อมาแนวคิดนี้ได้พัฒนาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Advance Directives หรือคำสั่งด้านการรักษาล่วงหน้าในหลายประเทศนั่นเอง

ในวันที่ Living Will เริ่มเข้ามาในประเทศไทย สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการรับรองสิทธินี้อย่างชัดเจนใน พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งบัญญัติว่าบุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธสาธารณสุขที่ 
  • เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย หรือ
  • มีขึ้นเพื่อยุติความทรมานจากการเจ็บป่วย
และหลังจากนั้นจึงมีกฎกระทรวง พ.ศ. 2553 กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติให้แพทย์และสถานพยาบาลดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าวได้ ทั้งนี้เมื่อบุคลากรสาธารณสุขปฏิบัติตามเจตนาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมไม่ถือว่าเป็นการทอดทิ้งผู้ป่วยหรือการกระทำผิดจากการปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตตามธรรมชาติ

‘เนื้อหา’ ในเอกสาร Living Will ผู้ที่ทำสามารถบันทึกความต้องการล่วงหน้าเกี่ยวกับเจตนาหรือความต้องการเกี่ยวกับการรักษาในวาระสุดท้าย เพื่อที่วันหนึ่งที่อยู่ในระยะสุดท้ายและไม่สามารถสื่อสารได้ เราต้องการหรือไม่ต้องการให้ดูแลรักษาอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่บันทึกจะบอกความต้องการต่างๆ เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขปฏิบัติตามเจตนาที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น 
  • ไม่ต้องการการรักษาที่ทำไปเพียงเพื่อยืดการเสียชีวิต 
  • ไม่ต้องการปั้มหัวใจหรือใส่ท่อช่วยหายใจในวาระสุดท้าย
  • ไม่ต้องการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานาน 
  • ไม่ต้องการรับการรักษาในห้อง ICU หากไม่เกิดประโยชน์แล้ว
  • ต้องการได้รับการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อลดความเจ็บปวดทรมาน 
  • ต้องการจากไปที่บ้าน หากว่าสภาพร่างกายและสถานการณ์เอื้ออำนวย 
  • ระบุบุคคลใกล้ชิดที่จะช่วยอธิบายเจตนาของตัวเองกับทีมรักษา
ซึ่งทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าแพทย์จะหยุดดูแลผู้ป่วยทั้งหมด ผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลรักษาเพื่อบรรเทาความปวด ลดความทุกข์ ดูแลความสบาย รวมถึงรักษาคุณภาพชีวิตตามหลัก Palliative Care  จาก Living Will สู่ E-Living Will ในระยะแรกนั้น Living Will ถูกจัดทำในรูปแบบของเอกสารกระดาษ ที่เจ้าของเอกสารต้องเก็บเอง มอบให้ครอบครัว หรือฝากสำเนาไว้กับสถานพยาบาล แต่ตอนหลังเกิดปัญหาว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง แพทย์อาจไม่ทราบว่าผู้ป่วยเคยทำเอกสารไว้ หรือญาติหาเอกสารไม่เจอ ทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. จึงได้พัฒนาระบบ E-Living Will เพื่อเปลี่ยนหนังสือแสดงเจตนาจากเอกสารกระดาษให้เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยอาศัยกฎหมาย 2 ส่วน คือ  ส่วนที่ 1: สิทธิในการทำ Living Will ตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12
ส่วนที่ 2: การรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ให้ประชาชนสามารถสร้าง จัดเก็บ แก้ไข หรือยกเลิกหนังสือได้สะดวกขึ้น และให้สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนสามารถค้นหาเจตนาของผู้ป่วยได้เมื่อจำเป็น ทั้งนี้เจ้าของสามารถแก้ไขหรือยกเลิกเจตนาได้ขณะที่ยังมีความสามารถตัดสินใจและสื่อสารได้

อย่าลืมว่า…หัวใจสำคัญของ Living Will ไม่ใช่การเลือกตาย แต่คือการเลือกวิธีที่จะได้รับการดูแล เมื่อเราอาจไม่มีโอกาสบอกความต้องการด้วยตัวเองอีกต่อไป
-->