Skin Fasting คืออะไร? วิธีพักผิว แก้หน้าไม่รับครีม

ผิวดื้อครีม ทาสกินแคร์แล้วไม่ซึม ไม่เห็นผล ยิ่งทายิ่งท้อ นี่อาจเป็นสัญญาณว่าต้องทำ skin fasting ให้ผิวได้พักกันแล้ว พักผิวให้หายเหนื่อย

Skin fasting คืออะไร?ในวันที่ชีวิตวุ่นวาย ในเมืองเต็มไปด้วยฝุ่น ควัน หน้าจอ และสกินแคร์เป็นสิบขั้นตอน “Skin fasting” จึงกลายเป็นแนวคิดดูแลผิวที่คนเมืองเริ่มให้ความสนใจ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่ถึงเวลาที่ผิวต้องพักแล้ว จริง ๆ skin fasting คือการพักการใช้สกินแคร์ที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ผิวได้ซ่อมแซมตามกลไกธรรมชาติ 

หน้าไม่รับครีมคืออะไร?การที่หน้าทาสกินแคร์แล้วไม่ซึม ไม่เห็นผล หรือยิ่งทาแล้วไม่เห็นผล เช่น ทาแล้วเป็นคราบ ผิวมันแต่ข้างในแห้ง สิวผิดขึ้นง่าย แสบ คัน ระคายเคือง หรือใช้อะไรก็ไม่เวิร์ก ทั้ง ๆ ที่เคยใช้แล้วดี จริง ๆ นี่แหละคือสัญญาณว่า Skin barrier หรือปราการผิว กำลังเหนื่อย หรือเสียสมดุล

การที่หน้าไม่รับสกินแคร์เกิดจากอะไรได้บ้าง
  • ใช้สกินแคร์ที่ active แรงเกินไปพร้อมกันหลายตัว 
  • เปลี่ยนสกินแคร์บ่อย ทำให้ผิวปรับไม่ทัน
  • ล้างหน้าแรง/ สครับบ่อย 
  • พักผ่อนน้อย ความเครียด มลภาวะ

ถึงเวลาที่ต้องทำ Skin fasting แบบไม่ทำร้ายผิวหลักการง่าย ๆ ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าหน้าไม่รับครีม เราอาจจะต้องลดครีม ไม่ใช่เพิ่มเข้าไปอีก วิธีดูแลผิวหน้าช่วงนี้คือหยุดพวก active skincare แรง อย่างพวก กรด, เรตินอล, วิตซีเข้มชั่วคราว แต่ต้องไม่ลืมที่จะดูแลสมดุลบนใบหน้าโดยการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ และกันแดด โดยทำการ fasting ประมาณ 3-7 วัน ให้ผิวได้รีเซ็ตตัวเอง 

เมื่อไหร่ที่ทาครีมแล้วเริ่มซึมขึ้น ผิวไม่แสบไม่คัน ความมัน-ความแห้งเริ่มสมดุลขึ้น นี่แหละเป็นสัญญาณที่ผิวเริ่มกลับมาสุขภาพดี

แต่สิ่งที่ “ผิวไม่ทำงานแทน” แน่นอน ก่อนอื่นต้องเคลียร์ก่อนว่าผิว ไม่ใช่อวัยวะที่ขี้เกียจเพราะครีม เพราะการทามอยส์เจอไรเซอร์ ไม่ได้ทำให้ผิวหยุดสร้างน้ำมันหรือไขมันเองถาวร ไม่มีการวิจัยบอกว่าทาครีมแล้วผิวเลิกทำงาน

แล้วอะไรคือ “ความจริงทางวิทยาศาสตร์” ที่ซัพพอร์ตแนวคิดนี้?
1. Skin Barrier ถูกรบกวนได้จากการใช้มากเกินไป การใช้สารผลัดเซลล์ผิว การล้างหน้าแรง หรือการเปลี่ยนสกินแคร์บ่อย อาจทำให้ผิวแห้ง ระคายเคือง และสูญเสียสมดุล จนเกิดอาการทาอะไรก็ไม่ซึม
2. การใช้ Active มากเกินไป ทำให้ผิวอักเสบสะสม ผิวมีระบบซ่อมแซมตัวเอง เช่น สร้างเซลล์ใหม่ ฟื้นปราการผิว และควบคุมการอักเสบ แต่หากใช้ AHA, BHA, Retinol หรือ Vitamin C เข้มข้นมากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบระดับต่ำ (skin inflammation) และทำให้ผิวไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น
3. การทาหลายชั้นเกินไป (Over-layering) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนักหรือซิลิโคนสูง ในสภาพอากาศร้อนและมลภาวะสูง อาจทำให้เหงื่อ น้ำมัน และแบคทีเรียสะสม จนเกิดสิวผดหรือสิวอุดตัน

การทำ Skin fasting อาจไม่ได้ทำให้เห็นผล หรือทำให้ผิวเราปรับตัวได้ทันที แต่จะช่วยโดยการลดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ปราการผิวพัง ลดการอักเสบ เปิดโอกาสให้ผิวได้ซ่อมแซมตัวเอง หลักการเดียวกับการรักษา Irritant Contact Dermatitis คือ หยุดสิ่งกระตุ้น ผิวฟื้นเอง

 
-->