Self-care หรือ Self-pressure เมื่อการดูแลตัวเอง กลายเป็นความทุกข์

การที่หลายคนเริ่มหันมาดูแลตัวเอง เริ่มออกกำลังกายด้วยความคิดที่ว่า ‘อยากดูแลตัวเองให้ดีขึ้น’ แต่ระหว่างทางเสียงในหัวเริ่มดังขึ้นว่า ‘เราต้องทำให้ได้ทุกวันตามเป้า’ ทำให้จาก activity ที่(เคย)ทำให้รู้สึกดี กลายเป็นเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จ หรือกลายเป็นรู้สึกผิดเมื่อทำไม่ได้ … สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นเพราะ



เข็มทิศเปลี่ยน จาก ‘อยากทำ’ เป็น ‘กลัวทำได้ไม่ดีพอ’ ช่วงแรกที่เริ่มหันมาวิ่ง อาจทำเพราะรู้สึกอยากมีสุขภาพดี รู้สึกเอนจอยกับการวิ่ง แต่ต่อมากลับรู้สึกว่าวิ่งเพราะกลัวอ้วน กลัวดูไม่มีวินัย หรือรู้สึกผิดถ้าจะหยุด เหมือนกันกับการเลือกทานอาหาร ที่เปลี่ยนจากความใส่ใจเป็นความกังวลทุกครั้งที่ทาน นี่คือตัวอย่างของการที่เราทำ activity เดียวกัน แต่ให้ประสบการณ์ทางใจที่ต่างกัน มีงานวิจัยที่พูดถึงแรงจูงใจไว้ว่า การออกกำลังกายด้วยความสนุกหรือเห็นคุณค่าของตัวเองจะทำให้เราทำมันได้อย่างต่อเนื่อง มากกว่าการทำเพราะรู้สึกผิดหรือรู้สึกกดดัน ดังนั้นการกดดันตัวเองมาก ก็ใช่ว่าการดูแลสุขภาพจะทำได้ยั่งยืนเสมอไป

เอาผลลัพธ์มาตัดสินคุณค่าของตัวเอง จาก ‘วันที่ไม่ได้ออกกำลังกาย’กลายเป็นเสียงในหัวที่ดังขึ้นมาว่า ‘เราเป็นคนไม่มีวินัย’ หรือ ‘น้ำหนักยังไม่ลด’ กลายเป็น ‘เราทำอะไรไม่สำเร็จ’ เมื่อเอาผลลัพธ์ที่อาจเป็นแค่บางวันด้วยซ้ำมาผูกกับคุณค่าในตัวเอง จนทำให้เรารู้สึกนอยด์ในวันพัก  ทั้งที่จริงๆ แล้วมันก็เป็นแค่วันหนึ่งที่ร่างกายหรือชีวิตต้องการอย่างอื่นก็เท่านั้น  รู้มั้ยว่าการดูแลสุขภาพที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดนี้มันไม่เฮลธ์ตี้ทั้งร่างกายและจิตใจ

ตั้งกติกาจนไม่มีพื้นที่ให้ชีวิต ใครที่เคยตั้งเป้าว่าต้องซ้อมให้ได้ทุกวัน ต้องเบิร์นให้ได้ตามเป้า แม้ในวันที่นอนน้อย performance ก็ต้องไม่ตก หรือมีความคิดว่า ‘ถ้าทำไม่ครบก็เท่ากับไม่ทำ’ ทำให้การขยับร่างกายเพียงเล็กๆ น้อยๆ นั้นหมดความหมายหรือเท่ากับศูนย์ ทำให้ตารางที่ตั้งใจเซตไว้ดูแลตัวเองกลายเป็นเหมือนกฏระเบียบ ข้อบังคับ ที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด จนไม่เหลือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน

ใช้มาตรฐานคนอื่นมาวัดชีวิตตัวเอง เมื่อวานวิ่งได้ 2 KM รู้สึกดีใจมาก แต่พอมาวันนี้เห็นคนอื่นวิ่งได้ไกลกว่า ก็กลับมาโบยตีตัวเองด้วยความรู้สึกว่า ‘ยังทำได้ดีไม่พอ’ ซึ่งบางครั้งเราอาจลืมไปว่าแต่ละคนมีเวลา สุขภาพ ทรัพยากร และข้อจำกัดต่างกัน าเมื่อไหร่ที่เราใช้คนอื่นเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าเราจะก้าวได้ไกลแค่ไหน ก็คงไม่มีวันที่จะรู้สึก ‘ภูมิใจ’ กับตัวเอง

การออกกำลังกายกลายเป็นบทลงโทษ เราว่าข้อดีหลายคนคงเป็นกันบ่อยๆ เมื่อไหร่ที่กินของหวานเข้าไป ต้องท่องไว้เลยว่าพรุ่งนี้ต้องไปเบิร์นออก หรือ ถ้าเมื่อวานพัก รู้สึกว่าวันนี้ต้องชดใช้ด้วยการออกกำลังกายอย่างหนัก สิ่งเหล่านี้ทำให้การออกกำลังกายกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อชดใช้ หรือกลายเป็นบทลงโทษ จนกลายเป็นฝืนทำต่อทั้งที่บาดเจ็บ 

ถึงเวลาที่ต้องดึงตัวเองกลับมา !!!! เพราะสิ่งสำคัญไ่ม่ได้อยู่ที่ว่า ‘เราออกกำลังกายหนักแค่ไหน?’ แต่อยู่ที่ ‘เราอนุญาตให้ตัวเองพักหรือยืดหยุ่นได้บ้างมั้ย?’ การดูแลตัวเองอาจต้องใช้ความพยายาม แต่ก็ไม่ควรทำให้รู้สึกว่า ต้องทำตามเป้าให้ได้เท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์รู้สึกดีกับตัวเอง เพราะเป้าหมายของ Self Care คือทำให้เราใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้ทุกวันกลายเป็นบททดสอบว่าเราดูแลตัวเองเก่งพอหรือยัง

 
-->