Beauty Budget หรือ Beauty Pressure? เมื่อความมั่นใจทำให้เราจ่ายเพิ่ม

เคยมั้ย? ตอนแรกตั้งใจจะกดซื้อสกินแคร์แค่ตัวเดียว แต่มือดันเผลอไปเลื่อนดูฟีดที่เต็มไปด้วยรีวิว ก็มีของเพิ่มเข้าตะกร้าแบบไม่รู้ตัว บางอย่างมีอยู่แล้ว บางชิ้นยังใช้ไม่หมด แต่พอเห็นใครๆ บอกว่าดี ก็อยากลอง เพราะเสียงในหัวบอกว่า ‘ต้องมี’



การซื้อของตามรีวิวอาจเป็นแค่ความสนุกที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ แต่ถ้ามีเบื้องหลังคำว่า ‘ต้องมี’ คือความรู้สึกว่า ‘ถ้าไม่มี เราจะดูดีไม่พอ’ ก็คงถึงเวลาที่ต้องหยุดถามตัวเองแล้วว่า เรากำลังใช้จ่ายเพื่อความสุข หรือเพื่อคลายความกดดันบางอย่างกันแน่

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ Beauty Budget คืองบที่เราใช้ดูแลเรื่องความงาม ในขณะที่ Beauty Pressure คือแรงกดดันที่ทำให้รู้สึกว่าต้องดูดี ต้องปรับปรุง และต้องไม่ตกมาตรฐานความสวย ซึ่งเมื่อสองเรื่องนี้มาพันกัน การจ่ายเงินอาจกลายเป็นวิธีรับมือกับความรู้สึกว่า ‘ฉันยังดีไม่พอ’ 

เมื่อภาพของคนอื่นกลายเป็นเกณฑ์ตัดสินตัวเอง ในทางจิตวิทยา การเปรียบเทียบรูปลักษณ์กับคนที่เรามองว่าดูดีกว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของ Upward Social Comparison ซึ่งอาจจะเริ่มจากการชื่นชม แต่จบด้วยการกลับมาจับผิดตัวเอง ซึ่งคนที่กระตุ้นความรู้สึกนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดังหรือนางแบบ แต่ภาพคนทั่วไปบนโซเชียลนี่แหละที่อาจทำให้เราคิดว่า ‘เขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนเรา แต่ทำไมเราถึงไม่ดูดีเหมือนเขา’ ซึ่งจุดที่ทำให้เจ็บอาจไม่ใช่แค่ ‘อยากสวยหรือดูดีเหมือนเขา’ แต่เป็นการที่เราเริ่มไม่ชอบตัวเอง ทั้งที่ก่อนจะไถหน้าจอ เรายังแฮปปี้รู้สึกดีกับตัวเองอยู่เลย

ทำไมจ่ายแล้ว ยังรู้สึกว่าไม่พอ บางครั้งเราซื้อสกินแคร์เพราะต้องการคุณสมบัติของมันจริงๆ แต่บางครั้งสิ่งที่หวังว่าจะได้กลับมาอาจรวมถึงความมั่นใจ การยอมรับ หรือความรู้สึกว่าในที่สุดเราก็จะดูดีพอ มีบทความของ Mandel เมื่อปี 2017 ที่มีการพูดถึงแบบจำลอง Compensatory Consumer Behavior ที่อธิบายถึง ผู้บริโภคอาจใช้สินค้าและบริการเพื่อจัดการช่องว่างระหว่าง ‘ตัวเองอย่างที่รับรู้ในปัจจุบัน’ กับ ‘ตัวเองอย่างที่อยากเป็น’ การซื้อจึงอาจมีคุณค่าทางใจควบคู่ไปกับประโยชน์ที่ได้รับ 

ซึ่งเมื่อเอาแนวคิดนี้มาวิเคราะห์เรื่องของความงาม เราอาจลองถามตัวเองดู ว่า สิ่งที่กำลังคาดหวังจากสกินแคร์หนึ่งขวดอยู่ในขอบเขตที่มันทำได้จริงหรือเปล่า เพราะการหวังให้สกินแคร์ที่ช่วยเรื่องผิว กับการหวังว่าผิวที่ดีขึ้นจะทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า เป็นความคาดหวังที่ต่างกัน ถ้าทุกครั้งที่เราซื้อ เรายังใช้ภาพของคนอื่นเป็นเกณฑ์ตัดสินตัวเอง ก็อาจมีสิ่งใหม่ที่ทำให้รู้สึกว่าขาดอยู่เสมอ จนทำให้คำว่า ‘พอใจ’ ห่างออกไปเรื่อยๆ

เมื่อคำว่า ‘ดูดี’ เริ่มทำให้ชีวิตลำบาก ให้ลองสังเกตตัวเองว่า เราเริ่มซื้อเพราะกลัวพลาดมากกว่าอยากใช้จริงๆ หรือเปล่า อยากหยุดซื้อแต่ก็กลัวรู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลตัวเองอยู่ใช่มั้ย หรือเริ่มรู้สึกว่าการใช้จ่ายเริ่มกระทบกับกระเป๋าจนเสียสมดุล เพียงเพราะความอยากดูดี ที่มาพร้อมความรู้สึกว่าต้องมี ขณะเดียวกันอีกสิ่งที่สำคัญคือเราต้องตอบตัวเองว่า เรากำลังเลื่อนความสุขในชีวิตออกไปจนกว่าจะดูดีพอหรือเปล่า เช่น ไม่กล้าถ่ายรูป ไม่อยากเจอเพื่อน ไม่ยอมใส่เสื้อที่ชอบ จนกว่าจะเปลี่ยนบางอย่างบนร่างกายสำเร็จ เราอาจมีจุดที่อยากปรับปรุง ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะใครก็อยากดูดี แต่เราไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกจุดในชีวิตถูกแก้ไขก่อน ถึงจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข

Beauty Budget ที่เหมาะกับเราอาจเริ่มจากการเห็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งของที่ซื้อทีละเล็กทีละน้อยและยอดผ่อนที่ยังเหลืออยู่ แล้วถามว่า หลังจ่ายแล้ว ชีวิตด้านอื่นๆ ยังไปต่อได้อย่างสบายใจแค่ไหน ก่อนกดซื้อครั้งต่อไป ลองหันไปดูสิ่งที่มีอยู่ และถามตัวเองว่า เราอยากใช้สิ่งนี้จริงๆ หรือเพิ่งอยากได้หลังจากที่รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง

เพราะการดูแลตัวเองควรมีพื้นที่ให้เราในวันที่ยังไม่เป๊ะ โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
 
-->