ตื่นมาแล้วหูดับ! เธอมาแชร์ประสบการณ์ “ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน” โรคที่คนนอนน้อยต้องระวังไว้





ลองนึกภาพตามเรานะ...คุณเป็นสาวทำงาน เครียดบ้าง นอนดึกบ้าง ดูซีรีย์ทุกคืน ฟังเพลงตลอดระหว่างขับรถไปทำงาน...แต่พอตื่นมาวันนึง หูข้างนึงดับสนิท ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย คุณคิดว่าคงแค่หูอื้อธรรมดา แต่เปล่า..คุณไม่ได้ยินอีกเลยไปอีกเป็นเดือน หรืออาจจะเป็นปี หรืออาจจะตลอดไป!
 
นี่คืออาการของโรคประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน และสาวทำงานคนนี้เธอเป็นมาแล้ว เลยอยากมาแชร์ให้ฟัง เพราะเธอบอกว่า “งงมากเหมือนกันว่าเกิดได้ยังไง ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดถึงสาเหตุที่เกิด แต่ที่แน่ๆ คุณหมอบอกว่า คนที่พักผ่อนน้อย ชอบนอนดึก นอนพักไม่เพียงพอนี่แหละที่มีความเสี่ยงจะเป็นได้”
 
กิ๊บ วันวิสาข์ ถนอมรักษ์ อายุ 28 ปี เล่าว่า “กิ๊บทำงานเป็นนักเขียนค่ะ ชอบดูหนัง ดูทุกคืนก็นอนดึกบ้าง ใช้ชีวิตปกติมาแบบนี้ไม่ได้มีสัญญาณอะไรเลย จนมีวันนึงตื่นขึ้นมาจะไปทำงานตามปกติ แต่รู้สึกว่าหูอื้อข้างนึง อื้อเหมือนเวลาขึ้นเครื่องบินแต่อื้อมาก รู้สึกรำคาญเลยพยายามเคลียร์หูแบบที่เคยทำตอนนั่งเครื่องบิน ก็ทำตลอดเช้าวันนั้น แต่ก็ไม่หาย จนตอนเที่ยงๆ จะเดินออกไปทานข้าวกลางวัน พอลุกขึ้นมาเดินเริ่มรู้สึกร่างกายแปลกๆ ละ เวลาเดินรู้สึกเหมือนพื้นไม่เท่ากัน ต้องเกาะเพื่อนเดิน แล้วเริ่มรู้สึกไม่ปกติละ เริ่มเวียนหัว คิดว่าเป็นบ้านหมุนแน่ๆ เลยให้เพื่อนพาไปหาหมอทันทีเลย พอไปถึงโรงพยาบาลคือรู้สึกยืนไม่อยู่ละ เหมือนจะเป็นลม ลุกนั่งก็เวียนไปหมด ในหัวในหนักๆ เวียนๆ ขยับหัวเยอะไม่ได้เลย ต้องนิ่งที่สุด”  
 
“ไปถึงห้องฉุกเฉินหมอเลยวัดความดัน ปรากฏว่าพอนั่งความดันต่ำมาก แต่พอยืนความดันสูงมาก หมอเลยฉีดยาลดอาการเวียนแล้วให้นอนพัก 1 ชั่วโมง อาการยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ แล้วหูข้างขวาคือไม่ได้ยินอะไรเลย เลยไปหาหมอเฉพาะทางด้านหู คอ จมูก คุณหมอก็ทำการเทสต์การได้ยิน ให้ใส่หูฟังแล้วกดสัญญาณเมื่อได้ยินเสียง ฟังเสียงต่ำเสียงสูงแล้วให้เราพูด ผลออกมาคือ การได้ยินข้างซ้ายปกติ แต่ข้างขวาเกือบจะเป็นศูนย์ คือหูขวาดับไปเลย ไม่ได้ยินอะไรเลย
 
คิดว่าแค่หูอื้อธรรมดา...แต่ปรากฏว่าเป็นอาการผิดปกติที่ระบบประสาท
“จากนั้นหมอเลยให้ตรวจเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส เพราะอาจเกิดจากติดเชื้อไวรัสแล้วส่งผลกับเส้นประสาท แต่ผลออกมาปกติไม่มีเชื้อ ทีนี้หมอเลยให้เราเทสต์อีกอย่างโดยให้ลุกขึ้นยืนหันหน้าเข้าหาหมอ หลับตา แล้วยื่นแขนสองข้างไปข้างหน้า แล้วย่ำเท้าอยู่กับที่ประมาณสองนาที ปรากฏว่าพอลืมตามา เราหันหน้าไปคนละทิศเลย เขาบอกว่านี่เป็นการเทสต์ระบบประสาท ทีนี้หมอเลยส่งไปทำ MRI สมอง เพราะคิดว่าอาจจะเป็นที่ระบบประสาทและสมองได้ เช่น มีเนื้องอก หรือมีความผิดปกติในสมอง แต่โชคดีที่ผล MRI ออกมาไม่ได้มีอะไรผิดปกติในสมองเรา”
 
“เมื่อผล MRI ก็ปกติ แล้วก็ไม่ได้ติดเชื้อไวรัส อาการหูดับฉับพลันที่เราเป็นนี้จึงเข้าข่ายหาสาเหตุไม่ได้ ซึ่งหมอบอกว่า โดยปกติแล้ว 80% ของคนที่เป็นโรคประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันพลันคือหาสาเหตุไม่ได้”
 
มันแย่ตรงที่เป็นแล้วรักษาได้ด้วยยาสเตียรอยด์เท่านั้น
“ตอนนั้นหมอจะให้แอดมิทอยู่ที่โรงพยาบาลอาทิตย์นึงเพื่อฉีดยาสเตียรอยด์เข้าเส้น ยานี้จะรักษาปลายประสาท และเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาได้ แต่เราเลยขอเลือกเป็นยาสเตียรอยด์แบบกินแทน เพื่อจะได้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลทั้งอาทิตย์ หมอก็ให้พักผ่อนเยอะๆ ซึ่งหมอบอกว่าผลข้างเคียงของสเตียรอยด์นี้คือ ตัวบวม หน้าบวม อาจมีจ้ำเขียวขึ้นตามตัว และอาจมีสิวขึ้นเยอะ และอารมณ์แปรปรวน ซึ่งที่เป็นชัดๆ เลยคือตัวบวมกับหน้าบวมมาก และหูขวาก็ยังคงไม่ได้ยินอะไรเลย ดับสนิทจากแรกรู้สึกว่ารำคาญที่ไม่ได้ยิน พอผ่านไปเริ่มชิน ไม่มีเสียงอะไรในหูข้างขวาเลย ไม่มีแม้แต่เสียงก้อง เหมือนชินที่ได้ยินข้างเดียว การคุยกับคนอื่นคือ ต้องให้คนนั้นมาอยู่ข้างซ้ายเรา แล้วก็ต้องงดไม่ไปในที่เสียงดัง ไม่ไปในที่ชุมชน งดฟังเพลง งดดูทีวี ซึ่งจริงๆ หมอไม่ได้ห้าม แต่เรางดเอง เพราะพอเราไม่ได้ยินแล้วยิ่งพยายามจะฟังมันทำให้เราหงุดหงิด และเริ่มปวดหัวเอง เลยอยู่แบบเงียบๆ ที่สุดที่จะเป็นได้”   
 
การรักษาขั้นต่อไป...ฉีดยาเข้าแก้วหู!!!
“พอกินยาครบอาทิตย์ เรามาตรวจการได้ยินใหม่ ผลตรวจคือดีขึ้นมาประมาณ 20% แต่เราก็ยังไม่ได้ยินอะไรนะ หมอบอกว่าทีนี้การรักษาขั้นต่อไปคือ ต้องฉีดสเตียรอยด์เข้าเยื่อแก้วหูโดยตรง ซึ่งจะฉีดได้เต็มที่ 3 เข็ม เพราะมันคือยาสเตียรอยด์ ถ้าฉีดสามเข็มครบโดสแล้วยังไม่หาย จะต้องเปลี่ยนไปวิธีรักษาอื่นอีก พอเราฟังแล้วกลัวมาก ถามหมอว่าฉีดเข้าไปในหูเลยหรอ ซึ่งหมอก็ให้เราเลือกเองได้ว่าจะฉีดหรือไม่ฉีด เพราะคนไข้บางคนฉีดเข็มเดียวแล้วทนไม่ไหว ไม่มาอีกเลย แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่า เออ ถึงจะเจ็บมากก็ต้องทน เพราะอยากหาย หมอให้ฉีดห่างกันอาทิตย์ละเข็ม และบางคนอาจจะหายได้ตั้งแต่เข็มแรก บางคนต้องสอง บางคนต้องสาม”
 
“ขั้นตอนการฉีดคือ จะหยอดยาชาเข้าไปในหู แล้วรอ 15 นาที ซึ่งหมอก็บอกก่อนแล้วว่ายาชาอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะมันเข้าไปไม่ถึงแก้วหูอยู่ดี ทีนี้ตอนจะฉีด เขาจะส่องกล้องเข้าไปก่อน แล้วสอดเข็มเล็กๆ ตอนนั้นยังไม่รู้สึกเจ็บ แค่ได้ยินเสียงกึก หมอค่อยๆ ฉีดเข้าไป แล้วจังหวะที่พอยาเริ่มเข้าไปแล้วเกือบหมดหลอด หมอจะบอกว่าห้ามกลืนน้ำลายไปอีก 15 นาที เพราะเวลาที่เรากลืนน้ำลายจะเกิดแรงดันในหูอาจดันให้ยาไหลกลับออกมา ความรู้สึกคือรู้สึกเหมือนบ้านหมุนอยู่สักพัก แล้วหลังจากหมอเอาเข็มออกทีนี้จะเริ่มปวดละ เป็นความปวดหูลึกๆ ปวดข้างในหู เป็นการปวดเหมือนเวลาผ่าฟันคุดแล้วปวดร้าวเข้าไปในหู แต่ปวดกว่านั้นหลายเท่า ปวดจนเข้าใจว่าทำไมหมอบอกว่าหลายคนฉีดเข็มแรกแล้วไม่มาอีกเลย ทีนี้หมอบอกด้วยว่าการฉีดยาจะทำให้แก้วหูเราเป็นแผลเล็กๆ เท่ารูเข็ม ดังนั้นห้ามสระผม ห้ามให้น้ำเข้าหู ห้ามไปที่ชุมชนคนเยอะๆ เพราะสิ่งสกปรก จะทำให้เยื่อแก้วหูติดเชื้อได้ จะยุ่งยากมากขึ้นอีก และยิ่งอันตรายกว่าเดิมได้ พอฉีดจนครบ 3 เข็มเราก็เริ่มดีขึ้น ตรวจล่าสุดหมอบอกว่าสภาวะการได้ยินกลับมา 50%”  
 
ผ่านมา 2 เดือน...หูเริ่มได้ยินแบบอู้อี้
“จากวันแรกมาจนถึงวันนี้เกือบ 2 เดือน ทุกวันนี้เราจะได้ยินแบบแว่วๆ ถ้ามีคนมาพูดใกล้หู คือรู้ว่ามีเสียงใกล้หู แต่จับเป็นคำพูดไม่ได้ บางคำเริ่มได้ยินชัด ซึ่งโดยมากจะเป็นเสียงโทนต่ำที่จะได้ยิน เสียงสูงจะยังไม่ได้ยินเลย ดังนั้นในหนึ่งประโยคที่มีทั้งเสียงต่ำเสียงสูง เราจะได้ยินแค่บางคำ บางครั้งได้ยินทั้งประโยคแต่ไม่สามารถจับเป็นคำพูดได้ ลองนึกภาพเหมือนเสียงลำโพงแตกอู้อี้ๆ เป็นแบบนั้นเลย เทียบจากวันแรกที่เป็น เอาโทรศัพท์แนบหูเปิดเสียงดังสุดยังไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ตอนนี้คือถ้าเอาโทรศัพท์แนบหูก็ได้ยินเสียงแต่เป็นเสียงอู้อี้หน่อย”
 
“โรคนี้คือไม่สามารถบอกได้ว่าจะกลับไปได้ยินปกติเหมือนเดิมเลยไหม หรือจะหายเมื่อไหร่ ทุกวันนี้ยังต้องกินวิตามินบำรุงปลายประสาท หมอบอกว่า เพื่อให้เลือดไหลเวียนดี และไปบำรุงปลายประสาทให้ดีขึ้น เราก็รู้สึกว่าถ้ากินยาไปเรื่อยๆ ก็จะดีขึ้นทีละนิด อาจจะช้าหน่อย แต่หมอบอกอย่างนึงว่าเราโชคดีที่มาหาหมอเร็ว คือมาตั้งแต่วันที่เริ่มมีอาการเลย มันทำให้การรักษาทำได้ดีขึ้น บางคนคิดว่าแค่หูอื้อ เลยทิ้งไว้เป็นอาทิตย์ค่อยมาหาหมอ ทำให้การรักษาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร”  
 
“สุดท้ายคือหมอบอกว่าถ้าเป็นโรคนี้แล้วบางคนอาจหายได้ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นเลย บางคนอาจใช้เวลาหลายเดือน และบางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะหายสนิท ขึ้นอยู่กับการดูแลและรักษาด้วย”  
 
ใครไม่อยากเป็น...ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
โรคประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันนี้ถึงจะไม่ได้มีสาเหตุที่แน่ชัด อาจเกิดได้จากความผิดปกติของสมองและระบบประสาท หรืออาจเกิดจากติดเชื้อไวรัส แต่ในกลุ่มที่หาสาเหตุไม่ได้นั้น มักจะเกิดจากความเครียด และพักผ่อนไม่เพียงพอ พญ.ดลจิตต์ ทวีโชติภัทร์ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 2 อธิบายว่า “นั่นเพราะการนอนหลับแบบมีคุณภาพคือการฟื้นฟูปลายประสาทที่ดีที่สุด จะทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงปลายประสาทได้เพียงพอ ดังนั้นการขาดการพักผ่อนจึงทำให้ปลายประสาทไม่ได้รับการฟื้นฟู” และอีกอย่างคือ การออกกำลังกายจะทำให้เลือดสูบฉีดดี เมื่อเลือดสูบฉีดจะทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น