10 วิธีหนีพุง... ยุบได้ แม้ไม่ออกกำลังกาย

ไม่ว่าหญิงหรือชายวัยไหน ต่างก็กังวัลเรื่อง “รอบเอว” กันทั้งนั้น ขณะที่บางคนกินยังไงก็ไม่อ้วน แต่อีกหลายคนกลับมีปัญหาพุงป่องตลอดเวลา เหมือนแค่นั่งหายใจเฉยๆ ก็อ้วนได้ ไม่ว่าออกกำลังกายท่าไหนก็ยุบยากเหลือเกิน

แล้วเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ซิกแพ็คสร้างได้จากในครัว” กันมั้ยล่ะ งั้นเรามาเริ่มก้าวแรกของการลดพุงพลุ้ยๆ ให้เล็กลงกันดีกว่า นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว มีอะไรอีกบ้าง



1) ปรับบุคลิกภาพ – ถ้าอยากดูเพรียวบางแบบทันทีทันใด คุณควรปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้น เพราะการนั่งหรือเดินหลังงอจะเป็นการเน้นย้ำให้เห็นพุงชัดเจน ขณะที่คนที่หลังตรงตลอดเวลามักดูสูงและผอมกว่า... แม้วิธีนี้จะดูง่ายไปหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าการนั่งหรือเดินหลังตรง นอกจากทำให้คุณดูดีขึ้นแล้วยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วยนะ
 
2) บอกลาความเค็ม – เกลือเป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง แต่ถ้ากินมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการบวมน้ำ จนคุณดูคล้ายลูกโป่งใส่น้ำเลยล่ะ... การลดหรืองดเกลือรวมถึงเครื่องปรุงที่มีรสเค็มอื่นๆ ที่เราเติมในอาหาร จึงเป็นวิธีแรกๆ ของคนอยากผอม
 
3) เลิกเคี้ยวหมากฝรั่ง – หลายคนเลือกที่จะเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อเลี่ยงการกินจุบกินจิบและป้องกันการอยากอาหาร โดยไม่รู้ว่าหมากฝรั่งทำให้เราพุงป่องได้ง่ายๆ ... โดยธรรมชาติ ทุกครั้งที่เราเคี้ยวอาหาร จะมีอากาศจำนวนหนึ่งเข้าไปในท้องด้วย ทำให้คนที่เคี้ยวหมากฝรั่งย่อมมีอากาศเข้าไปมากกว่า บางคนถึงขั้นท้องอืดบ่อยๆ นอกจากนี้สารให้ความหวานเทียมซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งในหมากฝรั่งบางยี่ห้อ ยังกระตุ้นให้เราอยากกินอาหารประเภทจังก์ฟู้ดมากขึ้นอีกด้วยนะ



 
4) เช็คระดับฮอร์โมน – การที่ระดับฮอร์โมนผิดปกติล้วนส่งผลต่อร่างกาย แน่นอนว่าการมีพุงก็คือหนึ่งในนั้น หญิงวัยหมดประจำเดือนหลายคนมักมีพุงทั้งที่บางคนไม่ได้อ้วนเลย แต่จะให้ย้อนเวลากลับไปเหมือนวัย 20 คงไม่ได้ ซึ่งวิธีสร้างสมดุลของฮอร์โมนร่างกายง่ายๆ คือการกินอาหารที่ดีและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ... แต่หากใครยังไม่มั่นใจ ลองไปพบแพทย์เพื่อวัดระดับฮอร์โมน และขอคำแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร
 
5) คิดก่อนกินบล็อคโคลี – พืชตระกูลกระหล่ำ ทั้งกระหล่ำปลี กระหล่ำดอก บล็อคโคลี ต่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อีกแง่หนึ่งคือมันเป็นต้นเหตุให้เราท้องอืด เนื่องจากพืชตระกูลนี้มี "สารราฟฟิโนส" (Raffinose) ที่ทำให้เกิดแก๊สจำนวนมากในกระเพาะ... ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องเลิกกิน แค่เลือกกินในวันที่คุณสวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดรูปจนเกินไป กินในปริมาณพอเหมาะ และเคี้ยวให้ละเอียด ก็ช่วยได้
 
6) เปลี่ยนเวลานอน – สมาคมโรคต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา ศึกษาพบว่าการนอนน้อยลง 30 นาทีในแต่ละคืน เป็นต้นเหตุให้เราอ้วนขึ้น แถมน้ำหนักตัวที่เพิ่มนั้นส่วนใหญ่อยู่ที่พุง... ทางที่ดีคือ ไม่นอนดึกเกินไป และตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อยเพื่อรับแสงแรกของวัน จะเป็นการกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ทางหนึ่งด้วย



7) ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ – การดื่มน้ำที่มากพอเป็นการบอกร่างกายว่าสามารถขับถ่ายหรือปลดปล่อยน้ำส่วนเกินออกมาได้ แน่นอนว่าช่วยลดอาการบวมหรือท้องอืด นอกจากนี้ยังมีการพิสูจน์แล้วว่าคนที่ดื่มน้ำเปล่ามากๆ มักไม่อยากขนมหวาน ความอยากอาหารลดลง แถมยังช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น
 
8) เพิ่มเครื่องเทศ – มีการวิจัยพบว่ายี่หร่า สะระแหน่ และขิงช่วยลดอาการท้องอืด ช่วยเพิ่มเอนไซม์ในการย่อยอาหาร ให้สามารถย่อยได้เร็วขึ้น สมุนไพรทั้ง 3 ชนิด ยังมีข้อดีอื่นๆ คือสะระแหน่ช่วยลดกรดแก๊สและทำให้สบายท้อง ขิงช่วยลดอาการอักเสบและคลื่นไส้ และยี่หร่าช่วยขับปัสสาวะได้
 
9) ปิดเครื่องมือสื่อสาร – โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งทีวี ล้วนส่งผลให้พุงโตได้ทั้งนั้น เพราะการที่คุณนั่งอยู่เฉยๆ แทบไม่ได้ลุกไปไหน แล้วร่างกายจะเผาผลาญพลังงานไปกับอะไรล่ะ ผลกระทบอีกอย่างคือ ‘แสงสีน้ำเงิน’ จากหน้าจอเหล่านั้นทำให้เราหลับยากขึ้น ซึ่งการนอนน้อยก็มีผลต่อรอบเอวเหมือนกัน
 
10) เป็นโรคลำไส้แปรปรวนหรือเปล่า? – สาวๆ หลายคนปวดท้องบ่อย ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย คลื่นไส้ โดยไม่รู้ว่าตัวว่ากำลังป่วยเป็นโรคลำไส้แปรปรวนหรือไอบีเอส โดยโรคนี้ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย ระดับฮอร์โมน และความเครียด... หากใครที่พุงป่องบ่อยๆ และมีอาการแบบที่กล่าวมา ก็ควรไปหาหมอเพื่อรักษาจะดีกว่านะ

ใครที่มีปัญหาพุงป่องเหมือนคนท้องอ่อนๆ ลองนำคำแนะนำของเราไปปรับใช้ดู อาจทำให้พุงเล็กลงแบบที่ต้องการได้นะ

แต่ถ้ารอบเอวคุณเต็มไปด้วยไขมันที่สะสมมาหลายปี ก็ถึงเวลาที่คุณควรออกกำลังกายอย่างจริงจังแล้วล่ะ