ทางลัดเบาหวานสงบ ต้องล็อก ‘ระดับน้ำตาลสะสม’ ให้อยู่!
หลายคนที่เป็นเบาหวานมักเชื่อว่า ถ้า! หยุดกินของหวาน ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องระดับน้ำตาลในเลือดอีก หรือบางคนคิดว่า การเจาะน้ำตาลปลายนิ้วทุกวันแล้วค่าปกติ แปลว่าควบคุมโรคได้ดีแล้ว ขณะที่บางคนเมื่อไปตรวจสุขภาพหนึ่งครั้งแล้วพบว่า ค่า HbA1c ปกติก็เข้าใจว่าโรคเบาหวานที่เป็นอยู่นั้นหายแล้ว
แต่ในความเป็นจริง การประเมินโรคเบาหวานไม่สามารถดูจากตัวเลขในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงอย่างเดียว เพราะระดับน้ำตาลในเลือดสามารถขึ้นลงได้ตลอดทั้งวัน ขึ้นอยู่กับอาหารที่ทาน ระดับความเครียด การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การพักผ่อน ดังนั้นสิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญมากกว่าแค่ค่าตัวเลขระยะสั้น คือ ‘HbA1c’ หรือระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ที่เป็นตัวสะท้อนภาพรวมของการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายในระยะยาว
ทำไม HbA1c ถึงสำคัญกับผู้ป่วยเบาหวาน HbA1c หรือ Hemoglobin A1c คือค่าที่ใช้วัด ระดับน้ำตาลสะสมเฉลี่ยในเลือดย้อนหลังประมาณ 2-3 เดือน โดยวัดจากปริมาณน้ำตาลที่ไปจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลก็จะไปจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงมากขึ้น ทำให้ค่า HbA1c สูงขึ้นตามไปด้วย และตัวเม็ดเลือดแดงมีอายุเฉลี่ยประมาณ 120 วัน ค่า HbA1c นี้จึงเป็นเหมือนหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ให้เห็นพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผ่านมาได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ ทำให้แพทย์มักใช้ค่านี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน วางแผนการรักษา และติดตามการดำเนินของโรค ซึ่งถ้าผู้ป่วยเบาหวานสามารถรักษาค่า HbA1c นี้ให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิน 6.5% ได้ต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ก็จะสามารถเรียกได้ว่าอยู่ใน 'ภาวะเบาหวานสงบ'
ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ HbA1c ก็เหมือนกับพาสสปอร์ตสุขภาพ (Health Passport) ของผู้ป่วยเบาหวาน ที่บันทึกพฤติกรรมสุขภาพย้อนหลังไว้ และไม่สามารถแก้ไขข้อมูลย้อนหลังได้ ดังนั้นการที่มีค่า HbA1c สูง แสดงว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงบ่อยหรือสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง การออกกำลังกายน้อย การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดสะสม

ยิ่งสะสมสูงนานๆ ความเสี่ยงยิ่งลุกลามและรุนแรง สิ่งที่น่ากังวลของโรคเบาหวานไม่ใช่เพียงแค่ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น แต่คือความเสียหายต่อหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย ที่เกิดจากน้ำตาลสะสมในระยะยาว เช่น หัวใจและหลอดเลือด (เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ), ไต (เสี่ยงภาวะไตเสื่อม), สมอง (เพิ่มโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง), ตับ (เสี่ยงไขมันพอกตับ), กระเพาะอาหารและลำไส้ (ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ) หรือแม้แต่ระบบประสาท (ชาปลายมือปลายเท้า) เป็นต้น ดังนั้นการควบคุมค่า HbA1c จึงไม่ใช่แค่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานในระยะยาวด้วย
‘ภาวะดื้ออินซูลิน’ จุดเริ่มต้นของปัญหา หนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวานส่วนใหญ่คือ ‘ภาวะดื้ออินซูลิน’ (Insulin Resistance) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ลดลง ทำให้ร่างกายต้องผลิตอินซูลินมากขึ้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อภาวะดื้ออินซูลินเกิดขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆ สูงขึ้น ตับอ่อนทำงานหนักขึ้น และในระยะยาวอาจนำไปสู่โรคเบาหวานได้ ดังนั้นถ้าต้องการลดระดับน้ำตาลสะสมอย่างยั่งยืน ต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา นั่นคือ การช่วยให้ร่างกายลดภาวะดื้ออินซูลิน เพื่อให้อินซูลินตามธรรมชาติกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

‘ไมโอ-อิโนซิทอล’ ตัวช่วยส่งเสริมการทำงานของอินซูลิน ไมโอ-อิโนซิทอล (Myo-inositol) เป็นสารอาหารชนิดหนึ่งในกลุ่มอิโนซิทอล ซึ่งมีโครงสร้างที่คล้ายกับวิตามินในกลุ่มวิตามินบี ร่างกายสามารถสร้างสารชนิดนี้ได้เองจากกลูโคสที่ตับและไต และยังพบได้ในอาหารตามธรรมชาติหลายชนิด ซึ่งสำหรับคนที่สุขภาพดี การได้รับอินโนซิทอลจากอาหารทั่วไปอาจเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ในบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีภาวะดื้ออินซูลิน หรือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายอาจต้องการสารชนิดนี้ในปริมาณที่มากขึ้น

มีงานวิจัยหลายฉบับที่พบว่า ไมโอ-อิโนซิทอล มีบทบาทในการส่งเสริมกระบวนการทำงานของอินซูลิน และมีส่วนช่วยให้เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น ส่งผลให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับน้ำตาลสะสมมีแนวโน้มดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยที่พบว่า การเลือกเสริมด้วยอาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน สูตร 3x ไมโอ ที่มีไมโอ-อิโนซิทอล 3 เท่า มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ได้จริง เมื่อทานอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ*

เป้าหมายสำคัญ: เข้าสู่โหมด ‘เบาหวานสงบ’
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เป้าหมายสำคัญในการดูแลสุขภาพ คือการพยายามเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘เบาหวานสงบ’** (Diabetes Remission) คือการที่ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดได้ดีจนค่า HbA1c ต่ำกว่า 6.5% ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ใช้ยา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น
แม้ว่าเป้าหมายที่ไปถึงอาจไม่ใช่การหายขาดจากโรคเบาหวาน แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้ป่วยสามารถลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ เพียงแค่ใส่ใจกับพฤติกรรมสุขภาพและการใช้ชีวิตมากขึ้น
"เริ่มก้าวสำคัญในการเอาชนะเบาหวานวันนี้ ด้วยเป้าหมายตัวจริงอย่างระดับน้ำตาลสะสม และเสริมด้วยอาหารทางการแพทย์สูตร 3x ไมโอ ที่มีไมโอ-อิโนซิทอล 3 เท่า"
ติดตามข้อมูลและข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/481cakT
Disclaimer :
*ร่วมกับการรับประทานอาหารหลักให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อาหารทางการแพทย์ ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ANIAPAC-P-TH-202600269 ©2026 Abbott
**การเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบสามารถเกิดได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด โดยเน้นที่การจัดการด้านการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม ร่วมกับการเพิ่มกิจกรรมทางกายและออกกำลังกาย ซึ่งการปรับพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์พยาบาล นักโภชนาการนักกำหนดอาหาร และสหสาขาวิชาชีพอื่นๆ
Reference:
1. M.L. Croze, C.O. Soulage / Biochimie 95 (2013) 1811e1827
2. Tey SL, et.al. Front. Nutr. 11:1400580
*เบาหวานชนิดที่ 2



