ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ก็เสี่ยง “ฝีดาษลิง” ได้

ใครที่เคยเข้าใจว่า ‘ฝีดาษลิง’ ติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ต้องคิดใหม่! เพราะความจริงแล้วมีอีกหลายพฤติกรรมที่ทำให้เสี่ยงฝีดาษลิงได้เหมือนกัน



เมื่อ ‘ฝีดาษลิง’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ฝีดาษลิง หรือฝีดาษวานร (Mpox) เกิดจากเชื้อ Monkeypox virus ทำให้เกิดผื่น ตุ่ม หรือแผลที่ผิวหนังและเยื่อบุ เช่น ภายในปากหรือบริเวณอวัยวะเพศ โดยผู้ที่ติดเชื้ออาจมีไข้ ปวดเมื่อย และต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ แต่บางคนก็อาจมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เหมือนกัน 

พฤติกรรม ‘ส่งต่อเชื้อ’ ที่ต้องระวัง อย่างที่บอกว่าการติดเชื้อฝีดาษลิงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของพฤติกรรมทางเพศเท่านั้น แต่เชื้อยังสามารถส่งต่อโดยผ่านความใกล้ชิดในรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วย เช่น
  • #สัมผัสผื่นหรือแผล เชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผื่น แผล หรือสะเก็ดของผู้ติดเชื้อได้ การกอด นวด หรือช่วยดูแลร่างกายจึงอาจมีความเสี่ยง ถ้าผิวหนังสัมผัสบริเวณที่มีเชื้อ เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมนั้นคืออะไร แต่อยู่ที่มีการสัมผัสรอยโรคหรือสารที่มีเชื้อหรือไม่   
  • #ใช้ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือเครื่องนอนร่วมกัน เพราะสิ่งของที่ผู้ติดเชื้อใช้ อาจมีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ผู้ที่สัมผัสสิ่งของเหล่านี้อาจรับเชื้อได้ โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังมีรอยถลอก หรือใช้มือที่ปนเปื้อนสัมผัสตา จมูกและปาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าผ้าเช็ดตัวหรือเครื่องนอนทุกชิ้นจะต้องทิ้งเพราะปนเปื้อน เพียงแต่ว่าต้องระวังเป็นพิเศษเท่านั้น
  • #เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด การอยู่ใกล้ชิดแบบเผชิญหน้าอาจทำให้สัมผัสอนุภาคทางเดินหายใจที่มีเชื้อได้ โดยเฉพาะเมื่อใกล้ชิดเป็นเวลานาน หรือแม้แต่การจูบที่อาจสัมผัสโดนน้ำลายหรือรอยโรคบริเวณปากก็เป็นพฤติกรรมเสี่ยง แต่ก็อย่าเพิ่งแพนิคจนเกินไป เพราะการสัมผัสใกล้ชิดที่ว่านี้อาจไม่ใช่การเดินสวนไปมาในที่ทำงาน ตามร้านอาหาร หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป 

แค่มีตุ่ม ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ ปกติแล้ว อาการมักเริ่มภายใน 21 วันหลังสัมผัสเชื้อ สิ่งที่ควรสังเกต คือผื่นหรือตุ่มที่ผิดปกติ ในระยะแรกอาจดูคล้ายสิวหรือตุ่มน้ำ อาจจะรู้สึกเจ็บหรือคัน บางคนอาจมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย หรืออ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต บริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ บางคนผื่นอาจขึ้นที่มือ เท้า ใบหน้า หน้าอก ปาก อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก บางคนมีผื่นก่อนอาการอื่น และไม่ได้มีอาการเหมือนกันทุกคน จึงไม่ควรรอให้มีไข้หรือมีตุ่มทั่วตัวแล้วค่อยไปตรวจ

แต่การมีตุ่มก็ไม่ได้แปลว่าเป็นฝีดาษลิงเสมอไป เพราะอาจคล้ายเริม อีสุกอีใส หรือโรคผิวหนังอื่น จึงต้องให้แพทย์ประเมินร่วมกับประวัติสัมผัส และอาจตรวจ PCR จากตัวอย่างรอยโรคเพื่อยืนยัน 

ถ้าสัมผัสแล้ว ทำยังไง? ถ้ารู้สึกว่าเริ่มมีผื่นหรือตุ่มผิดปกติเกิดขึ้น ให้เว้นการสัมผัสใกล้ชิด และไ่ม่ใช่ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น ระหว่างไปพบแพทย์ควรปิดคลุมรอยโรค สวมหน้ากาก และแจ้งอาการกับประวัติการสัมผัสให้เจ้าหน้าที่ทราบ อย่าแกะ เกา หรือบีบตุ่ม เพราะอาจทำให้เชื้อกระจายไปส่วนอื่นและเพิ่มโอกาสแผลติดเชื้อแบคทีเรียได้ แต่ถ้าใครที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อ ก็ควรแยกตัวจนกว่าแผลทุกจุดจะหาย สะเก็ดจะหลุด และมีผิวหนังใหม่ขึ้นครบ รวมถึงแผลในร่างกาย และไม่ควรตัดสินจากการที่ไข้หายหรือครบจำนวนวันเพียงอย่างเดียว 

ต้องระวัง! แต่ไม่ต้องถึงขั้นระแวง แม้ว่ากรมควบคุมโรคจะระบุว่า ฝีดาษลิงไม่ได้แพร่ได้ง่ายๆ จากชีวิตประจำวันทั่วไปที่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ แต่การเตรียมพร้อมรับมือ และรู้จักหลีกเลี่ยงและป้องกันก็เป็นสิ่งที่ควรทำ 

 
-->