อยากเดทกับหนุ่ม INTROVERT ? นี่คือสิ่งที่ตำราออกเดทเล่มไหนก็ไม่เคยบอกคุณ

“โกรธเราหรอ”  “ ไม่ชอบอะไรเรารึป่าว?”    ทำไมวันนี้เธอเงียบจัง?   ถ้านี่เป็นประโยคคำถามที่แฟนสาวคู่เดทชอบพูดข้างหูบ่อยครั้ง ทั้งที่ความจริงคุณก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรเธอเลย ก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณน่าจะมีพฤติกรรมของมนุษย์ INTROVERT  อยู่ในตัวแต่ว่ายังไม่รู้ตัว  หรือถ้ารู้แล้วคู่เดทก็อาจจะยังไม่เก็ท  เอาล่ะ! ไม่ต้องเป็นกังวล…แค่แชร์บทความนี้ไป รับรองเธอเข้าใจคุณมากขึ้นแน่ๆ 


มารู้จักที่มาของคำว่า “INTROVERT” กันซักหน่อย   


คำนี้มีต้นกำเนิดในปี 1650  มาจากคำในภาษาละตินสองคำ คือ “Inward” ที่แปลว่าภายในจิตใจ และ “Vertere ” ที่แปลว่าการหันเข้าหา  ซึ่งพอนำสองคำมายำรวมกันเราก็ขอแปลตามความเข้าใจง่ายๆ ว่ามันหมายถึงการเข้าหาตัวเองนั่นล่ะ…

…โดยคนที่มีลักษณะนี้จะเลือกหันไปพึ่งพิงสิ่งที่อยู่ลึกๆ ภายในใจของเขา  ชอบที่จะพูดคุยและแจกแจงปัญหาในชีวิตกับตัวเองก่อนจะขอความเห็นจากคนอื่น  ชาร์ทไฟในชีวิตแบบโซโล่ตลอดเวย์  มีความจริงใจและรักตัวเองสูง และส่วนมากไม่ชอบฟังเสียงหรือคำพูดอคติแล้วเก็บมาคิดให้รกสมอง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นเรื่องดราม่าแต่งเรื่อง เขาจะเลือกมองผ่านๆ ไป ยิ่งถ้าค้นพบต้นตอที่แท้จริงว่าจุดกำเนิดนั้นคืออะไรล่ะก็ บอกเลยว่าชาว Introvert  ตัดขาดและชิวได้ไวเลยทีเดียว!  เพราะพวกเขารู้ว่าเอเนอร์จี้ดีดีนั้นมีค่าม๊ากก  ควรเก็บไว้ใช้กับเรื่องที่ดีต่อพลังชีวิตดีกว่า ฉะนั้นถ้าหนุ่มๆ บอกว่าพวกเขาไม่ซี ไม่ต้องคิดมาก เขาหมายความแบบนั้นจริงๆ  


ทำไม? มนุษย์  INTROVERT  มักทำคนเข้าใจ “ผิด” อยู่บ่อยๆ 


ข้อมูลจากหนังสือ Quiet (เขียนโดย Susan Cain) บอกไว้ว่า คนประเภทนี้มักดูเป็นคนหยิ่งๆ ไม่ค่อยชอบพูดคุยหรือสุงสิงกับใคร  ซึ่งความจริง การไม่พูดเยอะตอนคุยกับใครไม่ใช่เพราะหงุดหงิดหรอก แต่เพราะว่าพวกเขาชอบที่จะฟังและอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากคู่สนทนามากกว่า ยกเว้นว่าจะเป็นเรื่องที่เขามีข้อมูลแน่น  และพร้อมมาแชร์ความรู้กันอย่างจริงจังเท่านั้นถึงจะเมาท์ได้เยอะ  นี่เลยทำให้หลายคนมักคิดไปเองว่า พวกเขาน่าจะเป็นคนอารมณ์ไม่เอ็นจอยกับอะไรซักอย่างเลยรึป่าว? หรือเป็นคนขี้วีนเพราะหน้านิ่ง ทำให้ดูแปลกๆ ไม่กล้าเข้าไปเริ่มบทสนทนาหรือคบหาด้วย…ฉะนั้น! ใครจะเป็นแฟนของหนุ่มๆ นักปลีกวิเวก คุณต้องเข้าใจพวกเขาในจุดนี้ก่อนน้า…
 

“หลบมุมเก่ง” นี่ล่ะจุดเด่นของคนชอบปลีกวิเวก 


จริงรึป่าวไม่รู้ แต่มีงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่ามนุษย์ introvert มักชอบนั่งชิดผนัง หรือนั่งติดกับหน้าต่างอยู่ในมุมหลืบริมสุด  ซึ่งเป็นมุมที่หันไปแล้วต้องเจอกับธรรมชาติ เป็นที่พักสายตาชั้นเริด จัดว่าเป็นมุมเล็กๆ  SAFE ZONE ที่ทำให้เขาไม่ต้องมานั่งดีลกับดราม่าอะไรทั้งนั้น มันช่วยฮีลและทำให้พวกเขาโฟกัสอยู่กับตัวเองแบบยาวๆ  เลยล่ะ
 
“ สถิติจากทั่วโลกพบว่า เฉลี่ยแล้ว…โลกเรามีมนุษย์ INTROVERT มากถึง 25-40 เปอร์เซ็นต์เลยล่ะ”
ขอบคุณข้อมูลจาก WORLD INTROVERT DAY  by NATIONALCALENDER.com 

 



นี่ๆ รู้ยังในสมองของหนุ่ม Introvert เขามีความพิเศษนะ!   


ข้อมูลจาก MEDIA DAIRY พูดถึงผลการสแกนสมองของชาว INTROVERT ว่าพวกเขาจะมีเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex ) ที่เชื่อมโยงกับกระบวนการทางความคิดเชิงลึกหนากว่าคนที่มีบุคลิกเปิดเผย (Extrovert) อย่างเช่น การจัดการทางจิต และการวางแผนต่างๆ ซึ่งทำให้พวกเขาได้เปรียบในเรื่องของการบริหารจิตของตัวเอง ยิ่งถ้าต้องอยู่กับสถาณการณ์ตึงเครียดที่ต้องพาตัวเองไปเจอกับสงครามจิต ดราม่าต่างๆ พวกเขาก็จะมีเวย์ดีลแบบชิวๆ ได้อย่างน่าทึ่ง

และนั่นก็เป็นเพราะสมองส่วน preconfrontal cortex ที่อยู่หลังหน้าผากคอยบัญชาการการคิดตัดสินใจ  พอพวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยก็จะมีการรวมพลังจากสมองอีกส่วนหนึ่งชื่อ อะมิกดะลา (amygdala) ที่อยู่ตรงกลางระหว่างหูเข้ายึดครองการทำงานเพื่อคลายความรู้สึกไม่ปลอดภัยในทันทีนั่นเอง

 
Photo Credit: RUNWISDOM

นอกจากมีสมองพิเศษแล้ว ยังมีข้อมูลศึกษาที่เก็บโดยอดีตซีอีโอของ global technology company  “KRISTER UNGERBÖCK” บอกไว้ด้วยนะว่า คนประเภทนี้…เห็นนิ่งๆ แต่ก็มีคุณสมบัติการเป็นผู้นำที่เฉียบคม เพราะว่าพวกเขาจะสังเกตคนรอบตัวและตัดจบทุกดราม่าด้วยการเข้าแก้ไขปัญหาตรงๆ ไปเลยไม่อ้อมค้อมให้มากความ  แถมระหว่างการทำงานก็ยังมีความเห็นอกเห็นใจทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรอบบินของแต่ละคน เพราะในเชิงจิตวิทยาพบว่า พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเป็นคนโผงผางเจ้าอารมณ์ได้เหมือนกัน  


ทำไม Introvert  ถึงไม่ใช่โรคทางจิตเวช?


ที่บอกว่าไม่ใช่ นั่นเป็นเพราะว่ามันเป็นลักษณะหรือบุคลิกภาพในแต่ละบุคคล ก็เหมือนการเสพติดเพลง และอาหารรสโปรดต่างๆ นั่นล่ะ “ไม่มีผิดไม่มีถูก”

แต่ทั้งนี้ การที่คนๆ หนึ่งจะป่วยทางจิตใจได้นั้น จากการวิเคราะห์งานวิจัยต่างๆ ทำให้เราค้นพบว่ามนุษย์ปลีกวิเวกจะมีปัญหาตรงนี้ได้ก็ต่อเมื่อคนกลุ่มนี้ไม่รู้จักการปล่อยวาง พ่วงใจไปกับปัญหานั้นๆ เช่น เรื่องงาน คำใส่ร้ายของคน รวมถึงส่วนตัวยังเป็นคนมีจิตใจเจ้าคิดเจ้าแค้นจนน่ากลัวเลยทำให้ไฟแค้นสุมเผาตัวเองไปโดยปริยาย 

ข้อมูลวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาทางจิตอย่าง Lin Sternlicht & Aaron Sternlicht ทำให้รู้ว่า จริงๆ แล้ว “การย้ำคิด ย้ำทำ ความเครียดสะสม” นี่ล่ะ ที่เป็นตัวสร้างความเจ็บปวดให้ใจของพวกเขาต้องยึดติด รวมไปถึงความไม่พอใจในตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง มัวแต่พะวงกลัวนั่นนี่จนเครียดสะสม สุดท้ายก็จะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในที่สุด 

เป็นยังไงกันบ้างสาวๆ  ถ้าอยากทะลุกำแพงใจไปพิชิตหัวใจของหนุ่มๆ ชาวปลีกวิเวกแล้วล่ะก็ คำแนะนำที่อยากบอกคือ อย่าไปบีบใจพวกเขา อย่าเค้นเพื่อเอาชนะใจเขา ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เพราะสุดท้าย ถ้าเขารักคุณ เขาก็จะทำให้เห็นมากกว่าพูด ที่สำคัญ ถ้าในทุกๆ วันของเขาคือการอยู่กับคุณ หรือให้เวลาพูดคุยคอลหาเพื่อรับฟังชีวิตคุณในช่วงเดทนี้มากกว่า 3 ชม. ต่อวันแล้วล่ะก็  เราว่ามันก็มากพอแล้วที่จะบอกว่าคุณจะเป็นเดทที่ใช่ของเขา