ใจดีได้ แต่ทำไม? ไม่จำเป็นต้องใจดีกับทุกเรื่อง

หลายคนเติบโตมากับความเชื่อที่ว่า ‘คนใจดี’ ต้องช่วยเหลือคนอื่น ไม่ทำให้ใครผิดหวัง เมื่อมีใครขอความช่วยเหลือต้องตอบตกลง แต่รู้มั้ยว่าในทางจิตวิทยานั้น ความใจดีกับการยอมทุกอย่างไม่ใช่เรื่องเดียวกัน 



ความใจดีคือการเลือกช่วยด้วยความเต็มใจ ขณะที่การยอมทุกเรื่องมักเกิดจากความกลัว เช่น กลัวถูกมองว่าเห็นแก่ตัว กลัวเกิดความขัดแย้ง หรือแม้แต่กลัวอีกฝ่ายจะไม่รัก

เพราะความใจดีที่ไม่มีขอบเขต อาจกลายเป็นการละเลยตัวเองในที่สุด การที่เรานึกถึงความรู้สึกคนอื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราต้องกดความรู้สึกและความต้องการของตัวเองไว้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ พฤติกรรมนั้นอาจเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า self-silencing หรือการทำให้เสียงของตัวเองเงียบลง ซึ่งมีงานวิจัยเกี่ยวกับ self-silencing ที่พบว่ามีแนวโน้มที่สัมพันธ์กับความทุกข์ทางจิตใจและอาการซึมเศร้า

เพราะเหตุผลที่เราใจดี สำคัญไม่แพ้สิ่งที่เราทำ การช่วยเพราะ ‘อยากช่วย’ ต่างจากการช่วยเพราะ ‘ไม่กล้าปฎิเสธ’ มีงานวิจัยตามแนวคิด Self-Determination Theory ที่แยกการช่วยเหลือออกเป็นสองลักษณะ คือ ช่วยด้วยความสมัครใจ เพราะเห็นคุณค่าและต้องการทำสิ่งนั้นจริงๆ กับ การช่วยจากแรงกดดัน เช่น กลัวรู้สึกผิด กลัวเสียภาพพจน์ หรือคิดว่าตัวเอง ‘ควร’ ต้องช่วย 

ซึ่งผลการศึกษาพบว่า เมื่อความช่วยเหลือถูกมองว่ามาจากความเต็มใจ ผู้รับมักรู้สึกขอบคุณ รู้สึกใกล้ชิด และมีประสบการณ์เชิงบวกมากกว่า ถ้าเทียบกับการที่รับรู้ว่าคนที่ช่วยทำเพราะถูกกดดันหรือรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำ ดังนั้นการตั้งขอบเขตไม่ได้ลดคุณค่าของความใจดี แต่อาจทำให้ความช่วยเหลือที่เราเลือกมอบให้มีความจริงใจมากขึ้นต่างหาก

เพราะพลัง เวลา และทรัพยากรของเรามีจำกัด ทุกครั้งที่เราตอบ ‘ได้’ กับเรื่องหนึ่ง เราอาจกำลังตอบ ‘ไม่’ กับอีกเรื่องโดยไม่รู้ตัว เช่น รับงานเพิ่ม เท่ากับลดเวลาพัก รับฟังปัญหาคนอื่นทั้งคืน เท่ากับลดเวลานอน ให้ยืมเงินทั้งที่ตัวเองเดือดร้อน เท่ากับกระทบความมั่งคงของเรา ยอมเปลี่ยนแพลนของตัวเอง เท่ากับลดความสำคัญของเวลาตัวเอง การปฏิเสธบางเรื่องจึงไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวเสมอไป แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อให้เรายังมีแรงดูแลสิ่งและคนที่สำคัญ รวมถึงตัวเราเองด้วย

เพราะ empathy ไม่ได้แปลว่า ต้องแบกทุกอย่างแทนกัน เราสามารถเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังลำบาก โดยไม่จำเป็นต้องรับหน้าที่แก้ปัญหาให้ทั้งหมด มีงานด้านประสาทวิทยาที่แยกการจมไปกับความทุกข์ของผู้อื่นออกจาก compassion หรือความปรารถนาให้อีกฝ่ายดีขึ้น ซึ่งการฝึก compassion มีรูปแบบการตอบสนองทางอารมณ์และสมองแตกต่างจากการรับความทุกข์ของอีกฝ่ายเข้ามาจนตัวเองรู้สึกท่วมท้นจนไม่ไหว

เพราะการ ‘ช่วยทุกครั้ง’ อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอีกฝ่าย ความช่วยเหลือที่ดีควรสนับสนุนให้อีกฝ่ายกลับไปจัดการชีวิตของตัวเองได้ แต่ถ้าเราเข้าไปแก้ไข รับผิดชอบ หรือรับผลกระทบแทนทุกครั้ง อีกฝ่ายอาจไม่ได้เรียนรู้ที่จะตัดสินใจ รับผิดชอบผลของการกระทำ หรือพัฒนาทักษะจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งในบางสถานการณ์ การให้คำแนะนำ การช่วยคิดทางเลือก หรือการพาไปพบผู้เชี่ยวชาญ อาจเหมาะสมกว่าการรับปัญหาทั้งหมดมาไว้กับตัวเองแทน

เพราะขอบเขตไม่ใช่กำแพง แต่เป็นกติกา ที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้ ขอบเขตไม่ได้หมายถึงการผลักทุกคนออกจากชีวิต แต่คือการสื่อสารว่าอะไรที่เรายินดีทำ อะไรที่เราไม่สะดวก และเราต้องการได้รับการปฏิบัติอย่างไร ซึ่งขอบเขตที่ดีควรจะพูดถึงสิ่งที่เราจะทำ ไม่ใช่ใช้ควบคุมอีกฝ่าย เช่น ถ้าเริ่มเสียงดังใส่กัน เราจะหยุด แยกย้าย แล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่เมื่อมีสติ ไม่ใช่การพูดว่า เธอต้องหยุดพูดเสียงดังเดี๋ยวนี้ ดังนั้นขอบเขตจึงไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการทำให้ความสัมพันธ์มีความชัดเจน ปลอดภัย และเคารพกันมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว ‘ความใจดี’ จะต้องไม่ใช่การให้จนเบียดเบียนความเป็นตัวเอง แต่คือการให้จากความเต็มใจ รู้ขีดจำกัดของตัวเอง และยอมรับว่าเราไม่สามารถรับผิดชอบความต้องการของทุกคนได้

 
-->