Selena Gomez เปิดเผยว่าเป็นไบโพลาร์ ระหว่างสัมภาษณ์บน Instagram Live กับ Miley Cyrus



ล่าสุดหลังจากที่นักร้องสาว ไมลีย์ ไซรัส ได้จัดรายการไลฟ์บนอินสตาแกรมในช่วงกักตัวอยู่ที่บ้าน โดยใช้ชื่อรายการว่า Bright Minded: Live with Miley! ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์และพูดคุยกับคนดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดัว ลิปา, จิมมี่ ฟอลลอน, เอลตัน จอห์น, มิแรนด้า เคอร์, รวมถึงการสัมภาษณ์เพื่อนเก่าอย่างสาวเซเลน่า โกเมซ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 63



อัพเดตชีวิตเเละเปิดเผยเกี่ยวกับสุขภาพจิตของ Selena Gomez
การสัมภาษณ์ครั้งนี้ เซเลน่าได้พูดถึงการกักตัวอยู่ในบ้านช่วงนี้ รวมถึงเรื่องราวการช่วยเหลือสังคมในช่วง COVID-19 ระบาดหนัก ซึ่งเธอได้มอบเงินสนับสนุนให้กับโรงพยาบาล Cedars-Sinai ลอสแอนเจลิสที่เธอเคยเข้ารับการปลูกถ่ายไต และบริจาคเงินให้ MuxiCares องค์การช่วยเหลือศิลปินอินดี้ที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่ไม่มีงาน แต่ประเด็นที่ทำให้หลายคนเป็นห่วง นั่นก็คือเรื่องสุขภาพจิตของเธอนั่นเอง 

ปัญหาสุขภาพจิตที่เป็นมานาน สุดท้ายแพทย์พบว่าเป็น 'ไบโพลาร์'
เซเลน่าเปิดเผยว่าเธอได้เข้ารับการตรวจที่ Massachusetts’ McLean โรงพยาบาลด้านสุขภาพจิตที่ดีสุดแห่งหนึ่งในอเมริกา ซึ่งแพทย์ได้ตรวจพบว่าเธอเป็นไบโพลาร์ หลังจากที่เธอทุกข์ทรมานกับอาการเศร้า หดหู่และวิตกกังวลมานานหลายปี ซึ่งการตรวจพบครั้งนี้ทำให้เธอทั้งรู้สึกตกใจแต่ก็โล่งใจไปพร้อมๆ กัน เพราะในที่สุดเธอได้รู้เกี่ยวกับโรคที่เป็น และได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคอย่างจริงจัง เธอบอกว่า “เราไม่เคยรู้เลยว่าอาการป่วยที่เราเป็นมาตลอดมันคืออะไร จนพอได้รู้ และมีข้อมูลเกี่ยวกับโรค มันก็ทำให้เราหายกลัว” 

ไบโพลาร์ ความผิดปกติทางอารมณ์
พญ.สุชชนา สีทองสุรภณา คลินิกจิตเวช โรงพญาบาลพญาไท 2 ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้วไว้ว่าเป็นความผิดปกติที่ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปมา ระหว่างช่วงซึมเศร้าและช่วงที่อารมณ์ดีเกินปกติ (ช่วงแมเนีย) ซึ่งในช่วงซึมเศร้าจะมีอาการหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง เหมือนโรคซึมเศร้า แต่จะมีอาการติดต่อกันนานหลายเดือนแล้วหายไปเหมือนคนปกติ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงแมเนียซึ่งจะมีอารมณ์คึกคัด มีพลัง กระฉับกระเฉง อารมณ์ดี แต่จะมีปัญหาในเรื่องการควบคุมอารมณ์ หากมีคนขัดใจจะรู้สึกฉุนเฉียวมาก หงุดหงิดง่าย และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลย 

ใครที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญความผิดปกติของจิตใจ พฤติกรรม หรืออารมณ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตในการทำงาน การเรียน หรือแม้แต่การอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่น หากเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ควรนัดแพทย์เพื่อปรึกษาและรักษาแต่เนินๆ เพราะการพบจิตแพทย์สมัยนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมจะให้คำปรึกษาในทุกปัญหา ไม่ควรปล่อยไว้นานเพราะมีโอกาสที่อาการจะรุนแรงกว่าเดิมได้