เมื่อ Brown Fat อาจคือหนึ่งในสัญญาณของ Metabolic Youth
ว่ากันว่า Brown Fat ไม่ใช่แค่ ไขมันดี แต่เป็นเหมือนเตาเผาผลาญของร่างกาย ที่สะท้อนว่าระบบเมตาบอลิสมยังมีความยืดหยุ่น ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวต่อความเครียดจากความเย็นได้ดี เรื่องจริงจะเป็นอย่างที่เขาว่ากันหรือเปล่า มาดู!
Brown Fat คืออะไร? Brown Fat หรือ ไขมันสีน้ำตาล (Brown Adipose Tissue: BAT) เป็นไขมันชนิดพิเศษที่มีหน้าที่เผาผลาญพลังงานเพื่อสร้างความร้อน (Thermogenesis) ไม่ได้มีหน้าที่หลักในการสะสมพลังงานเหมือนไขมันสีขาว (White Fat)
ซึ่งสาเหตุที่มีสีน้ำตาล เพราะอุดมไปด้วย ไมโทคอนเทรีย (Mitochondria) ซึ่งมีธาตุเหล็กอยู่มาก ทำให้เนื้อเยื่อมีสีน้ำตาลเข้ม และยังเป็นแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์นั่นเอง
ปกติแล้ว Brown Fat อยู่ส่วนไหนของร่างกาย? ในเด็กทารกจะมี Brown Fat มากกว่าผู้ใหญ่ เพราะยังไม่สามารถสร้างความร้อนด้วยการสั่นของกล้ามเนื้อ (Shivering) ได้ดี ซึ่งในทารกนั้น จะพบไขมันสีน้ำตาลนี้ บริเวณคอ ระหว่างหัวไหล่ รอบกระดูกสันหลัง และรอบไต ในขณะที่ในผู้ใหญ่ อาจจะยังมี Brown Fat อยู่ แต่มีปริมาณน้อยลง โดยจะพบได้บริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า ด้านข้างและด้านหลังของลำคอ แถวหัวไหล่ ตามแนวกระดูกสันหลังส่วนบน และบริเวณทรวงอกส่วนบน ซึ่งถ้าถามว่าแล้วเราจะรู้ได้ยังไง ในปัจจุบันเราสามารถตรวจพบไขมันสีน้ำตาลนี้ได้ ด้วยการตรวจ PET-CT Scan เมื่อมีการกระตุ้นด้วยความเย็น
Brown Fat vs White Fat ต่างกันยังไง ถึงจะเป็นไขมันเหมือนกัน แต่สองสิ่งนี้เป็นไขมันคนละชนิดกัน มีหน้าที่ต่างกัน และมีการทำงานในร่างกายที่ต่างกันจนเกือบจะตรงข้ามกันเลยทีเดียว มาเริ่มกันที่ White Fat ก่อน หน้าที่หลักของ White Fat คือ เก็บพลังงานส่วนเกิน เมื่อเรากินอาหารมากกว่าที่ใช้ ร่างกายจะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินให้เป็นไตรกลีเซอไรด์และเก็บไว้ในเซลล์ไขมันสีขาว เมื่อร่างกายขาดพลังงาน เช่น อดอาหารหรือออกกำลังกาย White Fat จะสลายไขมันออกมาเป็นกรดไขมันและส่งไปให้กล้ามเนื้อ หัวใจ และอวัยวะต่างๆ ใช้เป็นเชื้อเพลิง
ในขณะที่ Brown Fat จะไม่เก็บพลังงาน แต่ใช้พลังงานเพื่อสร้างความร้อน เมื่อเราเจออากาศหนาว สมองจะกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกให้หลั่งสารสื่อประสาทที่ชื่อ Norepinephrine เมื่อ Norepinephrine ไปจับกับตัวรับบน Brown Fat จะกระตุ้นให้เกิดการสลายไขมันที่อยู่ในเซลล์ Brown Fat มีการดึงกลูโคสจากกระแสเลือดเข้ามาใช้ กระตุ้นโปรตีน UCP1 ในไมโทคอนเดรีย ที่ทำหน้าที่ปล่อยพลังงานออกมาในรูปความร้อนแทน
Brown Fat กับมุมของสุขภาพ มีงานวิจัยที่พบว่า คนที่มี Brown Fat ทำงานได้ดี มักมีแนวโน้มที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น มีความไวต่ออินซูลินมากขึ้น เผาผลาญพลังงานได้ดี มีไขมันในช่องท้องน้อยกว่า และมีสุขภาพของเมตาบอลิสมที่ดีกว่า ทำให้ปัจจุบัน Brown Fat ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่ ‘ไขมันที่เผาผลาญแคลอรี’ แต่ถูกมองว่าเป็น ตัวสะท้อน (biomarker) ของสุขภาพเมตาบอลิสมและความสามารถในการปรับตัวของร่างกายมากกว่า และเป้าหมายไม่ใช่การมี Brown Fat เยอะที่สุด แต่คือการรักษาให้ Brown Fat ยังทำงานได้ดี เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญจะค่อยๆ เสื่อมลง ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานน้อยลง ดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น ไขมันสะสมง่ายขึ้น ควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้แย่ลง รวมไปถึงฟื้นตัวจากความเครียดได้ช้าลง แต่ถ้าคนที่ Brown Fat ยังทำงานได้ดี ก็จะพบว่ามีลักษณะของ Metabolic Youth เช่น เผาผลาญกลูโคสได้ดี ไวต่ออินซูลิน มีไขมันช่องท้องน้อย ควบคุมน้ำหนักได้ง่ายกว่า ตอบสนองต่อความเย็นได้ดี
และเมื่อ Longevity ไม่ได้หมายถึงแค่การมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมสุขภาพที่ดี Brown Fat จึงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย รักษาสมดุลของน้ำตาลและไขมัน รวมถึงตอบสนองต่อความเครียดทางสรีรวิทยาได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมสุขภาพดี (Healthspan) นั่นเอง
#Brownfat #Longevity



