เธอคือนักข่าวสาวที่วิ่งทุกวันนาน 4 เดือน จนน้ำหนักลดไป 20 โล เพราะอกหักและอยากผอมให้ทันวันลอยกระทง

 
ใครเป็นแฟนข่าวการเมืองช่อง NBT อาจเคยเห็นเธอผ่านตามาบ้าง ด้าย ปาริชาต วัชนศรี เธอคือนักข่าวสาวภาคสนาม อายุ 27 ปี ที่วันนี้ไม่ได้ไปสแตนบายหน้าทำเนียบ แต่มาเล่าประสบการณ์การวิ่งลดน้ำหนักให้เราฟัง
 
ก่อนหน้านี้ เธอคือผู้หญิงที่หนัก 85 กิโลกรัม แต่หลังจากอกหักและมีแรงบันดาลใจว่า จะต้องออกกล้องรายงานสดอย่างมั่นใจให้ทันในคืนวันลอยกระทงแบบหุ่นพริ๊ง เอวคอด ในชุดสวยปังให้ได้ เธอก็เริ่มปฏิบัติการตั้งเป้าลดน้ำหนักด้วยการวิ่งและควบคุมอาหารทันที 
 
ตอนน้ำหนัก 85 กิโลกรัม เทียบกับน้ำหนักปัจจุบัน 65 กิโลกรัม

และนี่คือปฏิบัติการลดน้ำหนัก 4 เดือนแบบลองผิดลองถูกของเธอ
 
เดือนที่ 1: เริ่มการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารอย่างหักโหมและหักดิบ 
“กินไข่ต้มวันละ 2 ฟอง ไม่กินน้ำอัดลมและเครื่องดื่มน้ำชง ไม่กินน้ำตาลและไม่กินแป้ง ด้วยการลดน้ำหนังผิดวิธี ในเวลาแค่ประมาณ 20 วัน ส่งผลต่อร่างกายอย่างชัดเจนเลยค่ะ ทั้งผมร่วงอย่างรวดเร็ว (จนปัจจุบันก็ยังขึ้นไม่เต็มค่ะ) ร่างกายแปรปรวน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ และที่สำคัญหน้าโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดจนคนทัก และที่สำคัญหิวอยู่ตลอดเวลา เสี่ยงต่อการโยโย่น้ำหนักมาก จริงอยู่ที่น้ำหนักลงมา 5 กิโลกรัม แต่ก็คิดแล้วว่า ก่อนที่จะลดน้ำหนักสำเร็จบางทีอาจจะต้องนอนโรงพยาบาลก่อนก็เป็นได้ ทีนี้เลยหันมากินแบบปกติ และออกกำลังกายด้วยการเดินและวิ่งอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังเลิกงานทุกวัน 
 
เดือนที่ 2 และ เดือนที่ 3: วิ่งสัปดาห์ละ 6 วันและควบคุมอาหารอย่างถูกต้อง
“เป็นเดือนที่ทุกอย่างเริ่มจะเข้าที่ ตอนหัดออกกำลังกายใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารอย่างถูกต้อง คือการกินอาหารครบ 3 มื้อ แต่ลดปริมาณอาหารที่เคยกินลงเหลือครึ่งนึง และเน้นกินผักใบเขียวและโปรตีนที่มาจากถั่วและเนื้อสัตว์มากขึ้น (ขยาดไข่มากเลยค่ะ ณ จุดนั้น) การวิ่งในตอนแรกเป็นเรื่องยากมากสำหรับเรา เพราะสิ่งที่ต้องเจอคือน้ำหนักที่เยอะและแรงเสียดทานทำให้เจ็บข้อเข่าและข้อเท้า ถึงจะอดทนก็ไม่สามารถวิ่งระยะไกลได้ จึงเปลี่ยนมาเป็นเดินเร็วแทนในช่วงแรก และหลังจากเดินเสร็จ 1 ชั่วโมง เราก็จะออกกำลังกายด้วยกายบริหารอยู่ข้างสนามต่ออีก 15 นาที ก่อนกลับที่พักระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นการคูลดาวน์ ทำแบบนี้จนเป็นความเคยชินคือการออกกำลังกาย 6 วันต่อสัปดาห์ และอีก 1 วันคือชีทเดย์ เป็นการให้กำลังใจตัวเองด้วยขนมหวาน 1 อย่าง ใน 1 สัปดาห์ ทีทำให้เราตื่นเต้นเสมอที่ได้คิดว่าจะกินขนมอะไรดี” 


“ที่สำคัญนอกจากการออกกำลังกายแล้วเรายังเปลี่ยนพฤติกรรมระหว่างวัน โดยจากเดิมที่นั่งรถกลับที่พัก เป็นการเดินไปและกลับแทน เท่ากับว่า ได้ออกกำลังกายอย่างน้อยทั้งเช้าและเย็น เปลี่ยนเครื่องดื่มมาเป็นกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาล” 
 
เดือนที่ 4: ลอยกระทงน้ำขึ้น แต่เอวลดลงเหลือ 30 นิ้ว 
“ในตอนนั้น เราลดน้ำหนักลงมาได้ 15 กิโลกรัม จาก 85 เหลือประมาณ 70 กิโลกรัม ในช่วงนี้คือช่วงที่วิ่งจนรองเท้าวิ่งคู่เดิมขาดต้องไปซื้อรองเท้าใหม่อีก 1 คู่ จำได้ดีเลยว่าตอนทิ้งรองเท้าคู่เก่า ดิฉันมีโอกาสได้บอกขอบคุณมันด้วยค่ะ จากนั้นก็กิจวัตรประจำวันเดิมทำต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด ในวันลอยกระทงปีนั้น ก็ได้รายงานสดวันลอยกระทงจริง ๆ ด้วยสัดส่วนที่ลดลงจากเอวเกือบ 38 ลดเหลือเอว 30 เซนติเมตร ได้แต่งหน้าสวยๆ และทำผมที่อยากทำ ใส่ชุดสวยๆ แล้วไปรายงานข่าวในที่สุดค่ะ”


“การลดน้ำหนักก่อนปีใหม่ของเราสำเร็จลง จากนั้นจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 2 ปี พอดี มีบางช่วงที่น้ำหนักขึ้นบ้าง แต่สัดส่วนเท่าเดิมเสมอ เนื่องจากเรายังสม่ำเสมอในการควบคุมอาหาร ถามว่าเหนื่อยไหม ท้อไหม ความจริงคือท้อตั้งแต่เดือนแรกที่ลดน้ำหนักแล้ว เพราะนั่นคือการลดน้ำหนักแบบทรมานและผิดวิธีที่สุด ตอนที่เริ่มมาทำให้มันถูกต้องนี่ล่ะ มันมีความสุขตรงที่เราได้ผ่านความยากมาแล้ว อย่างน้อยก็ได้กินข้าวครบ 3 มื้อแบบไม่รู้สึกผิด การวิ่งทุกวันและคุมอาหารใน 2 เดือนนี้ทำให้น้ำหนักลดลงไปเกือบ 10 กิโลกรัมอย่างรวดเร็ว แบบไม่ทรมาน อย่างมากก็ปวดขา ปวดตัว แต่มันเป็นความปวดที่มีความสุขอยู่ดี เราสามารถใส่กางเกงที่ไม่เคยใส่ได้ และได้เห็นคนที่เคยพูดว่าเราทำไม่ได้ หันมาชื่นชมเราจากใจจริงๆ เราได้ค้นพบสิ่งที่ดียิ่งกว่านั้นอีกคือ การวิ่งทำให้หายเครียด สุขภาพจิตดีขึ้น หลับสนิทและสดชื่นในทุกเช้า” 
 
“ความพยายามมันไม่เคยทรยศคุณหรอกค่ะ แค่คุณคิดที่จะเริ่ม ก็ชนะแล้ว” 
 
“การออกกำลังกายและลดน้ำหนักนอกจากจะทำให้เราได้เรียนรู้สภาพร่างกายของตัวเองแล้ว ยังทำให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้นอีกด้วย แน่นอนมีวันที่เราขี้เกียจ แต่การงัดตัวเองออกมาจากที่นอนได้ แสดงให้เห็นความต้องการอันแรงกล้าของเรามากเลยทีเดียว ที่สำคัญโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่พยายามแล้วได้มาแบบง่ายๆ หรอกค่ะ” 
 
แชร์เทคนิคแบบเรียลๆ ที่เรียนรู้มาเอง แบบไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่ไหนมาสอน
เราฟังน้องด้ายเล่าแล้วเลยถามต่อ ว่าจากประสบการณ์วิ่งลดน้ำหนักที่ทำมาทั้งหมด ด้ายช่วยแชร์เทคนิคต่างๆ ที่เรียนรู้มาด้วยตัวเองจากการลงมือทำจริง แบบที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่ไหนมาสอนหน่อยได้ไหม เธอเลยสรุปเทคนิคแบบเรียลๆ ที่เกิดจากการเรียนรู้เองมาได้ดังนี้ 
 
1. รองเท้าวิ่งไม่จำเป็นต้องดีที่สุดหรือแพงที่สุด แต่ต้องใส่แล้วรู้สึกเหมาะกับเท้า และอย่ายึดติดกับไซส์มากนัก เพราะแต่ละยี่ห้อก็ไม่เหมือนกัน ควรลองสวมแล้วเดินสัก 15 นาที ให้รู้น้ำหนักของเรา และแนะนำให้ไปเลือกซื้อตอนเย็น ช่วงที่ฝ่าเท้าเราจะขยาย 
 
2. การวิ่งจะสำเร็จได้ จำเป็นต้องมีเป้าหมายเป็นแรงผลักดันจริงๆ เช่น ตั้งไว้ก่อนว่าหลังโควิดนี้จะลงวิ่งมาราธอนสักครั้ง จะ 5 km 10 km 21 km หรือ 42 km ก็ทำให้เรามีแรงบันดาลใจที่ชัดเจน หรือ คลายล๊อคครั้งหน้าจะต้องใส่บิกินี่อวดหุ่นแซ่บให้ได้สักครั้ง
 
3. การวิ่งจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ กินอาหารมีประโยชน์ครบทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่ควรกินก่อนวิ่งน้อยกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาร่างกายได้เผาผลาญ การวอร์มร่างกาย 10-20 นาที จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อได้จริง เพราะร่างกายจะปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นพร้อมรับกับการวิ่ง
 
4. การวิ่งในสวน ได้มองอะไรที่สบายตา เหล่คนหน้าตาดีที่มาวิ่ง ช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยลงไปได้เยอะมาก เมื่อเทียบกับการวิ่งบนลู่วิ่งในยิม
 
5. จังหวะการหายใจเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้วิ่งได้นาน ถ้าหายใจไม่ถูกจังหวะจะจุกเสียดชายโครง และวิ่งต่อไม่ได้ สำหรับมือใหม่การกำหนดลมหายใจให้เข้าจังหวะอาจเป็นเรื่องยาก ให้หา Playlist สำหรับวิ่งมาฟัง เพลงที่เหมาะกับการวิ่งจ๊อกกิ้งที่สุดคือจังหวะ 120-126 BPM (Beat Per Minutes) แต่ถ้าอยากวิ่งเร็วขึ้นมาหน่อยให้เลือกจังหวะ 135-160 BPM ลองโหลด Spotify Playlist นี้  2021 Another Run 
 
6. การวิ่งใหม่ๆ ถ้าร่างกายปรับตัวไม่ทันแล้วมีอาการหน้ามืด ให้นอนราบลงกับพื้น ยกขาทั้ง 2 ข้างประมาณ 45 องศา ให้เลือดไหลกลับไปหล่อเลี้ยงสมองและหัวใจให้ดีขึ้น และที่สำคัญหลังวิ่งต้องคูลดาวน์ทุกครั้ง