Delayed Gratification รอให้เป็น…เพื่อสิ่งที่ดีกว่า

ถ้าพูดถึงคำว่า ‘รอ’ เราเชื่อว่าทุกคนต่างก็เคยรอกันมาแล้วทั้งนั้น แต่อาจจะอยู่ในบริบทที่ต่างกัน รอความรักที่ดี รอโอกาส รอเจอสิ่งใหม่ๆ และอีกหลากหลายอย่างที่ทำให้เรา ‘รอ’ ซึ่ง! วันนี้เราจะมาพูดถึงการรอ…เพื่อสิ่งที่ดีกว่า หรือ Delayed Gratification รอแล้วมันดียังไง รอแล้วได้อะไร มาดูกัน!



Delayed Gratification คืออะไร เมื่ออธิบายตามหลักจิตวิทยา Delayed Gratification หรือการชะลอความพึงพอใจ คือความสามารถในการควบคุมตนเองเพื่อเลื่อนการได้รับรางวัลหรือความสุขในระยะสั้นออกไป เพื่อแลกกับผลลัพธ์ที่มีคุณค่ามากกว่าในระยะยาว ซึ่ง Delayed Gratification นี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของสมอง 2 ส่วนคือ ระบบอารมณ์ Limbic System ที่ทำให้เกิดแรงอยาก หรือความพึงพอใจในทันที และ สมองส่วนหน้า Prefrontal Cortex ที่ทำหน้าที่วางแผน คิดระยะยาว และยับยั้งแรงกระตุ้น ซึ่งว่ากันว่าคนที่สามารถชะลอความพึงพอใจได้ดี แสดงว่าสมองส่วนหน้ามีบทบาทในการควบคุมพฤติกรรมเหนือแรงกระตุ้นทางอารมณ์ได้ดี

ทฤษฎี Marshmallow Marshmallow Test เป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ทดลองเพื่ออธิบายและวัด Delayed Gratification ในเชิงจิตวิทยา ซึ่งคิดค้นโดย Walter Mischel (1970s) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบว่าเด็กสามารถชะลอความพึงพอใจ ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งรูปแบบของการทดลองนั้น คือการนำขนมมาวางไว้หน้าเด็กๆ เช่น marshmallow และให้เขาเลือกว่าจะกินทันที แต่ได้ 1 ชิ้น หรือจะอดทนรอเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อที่จะได้ 2 ชิ้น ซึ่งการที่ ‘รอได้’ คือพฤติกรรมของ Delayed Gratification’ นั่นเอง

ทำไม? ต้อง ‘รอ’ จริงๆ แล้วการรอไม่ใช่เรื่องของความอดทนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง ทักษะในการควบคุมตนเอง (Self-regulation skill) เพราะระหว่างที่เรารอนั้น เรามักจะรู้สึก หงุดหงิด กระวนกระวายใจ ไม่สบายใจ แต่การที่เราสามารถอยู่กับอารมรณ์เหล่านี้ได้ โดยไม่ทำตามแรงอยาก นั่นคือการฝึกรู้เท่าทันอารมณ์ ไม่ปล่อยให้อารมณ์สั่งการพฤติกรรม ในขณะเดียวกัน การรอยังเป็นการฝึก ‘คิดก่อนทำ’ (Cognitive Control) เพื่อเปิดโอกาสและสร้างพื้นที่ให้สมองได้วิเคราะห์ว่า สิ่งนี้จำเป็นมั้ย ผลในระยะยาวคืออะไร และมีทางเลือกอื่นหรือไม่ 

การรอ…จุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพดี สำหรับใครที่กำลังงงว่าแล้วการรอมันเกี่ยวกับการมีสุขภาพดีได้ยังไง มันก็เริ่มมาจากที่ หลายๆ ครั้งที่การดูแลสุขภาพนั้นไม่สำเร็จซะทีก็เพราะ ‘การตอบสนองที่เร็วเกินไป’ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเครียด เรามักจะหาของหวานกินทันที หรือเมื่อเราเหนื่อย เรามักจะล้มเลิกการออกกำลังกาย หรือแม้แต่เวลาที่เราอารมณ์เสีย เรามักจบที่การไถมือถือจนดึกๆ ดื่นๆ ซึ่งถ้าเรารู้จักรอ เราจะเริ่มมีช่องว่างเล็กๆ ระหว่าง สิ่งเร้า และการกระทำ และช่องว่างนี้แหละที่เปิดโอกาสให้สมองได้ประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและเลือกทำพฤติกรรมที่เหมาะสมกว่า ในทางจิตวิทยานั้นเรียกว่า Behavioral Pause เช่น ถ้าเรารู้จักรอก่อนกิน เราอาจจะเลือกอาหารได้ดีขึ้น ปริมาณที่เหมาะสมขึ้น หรือถ้าเรารู้จักรอให้แรงต้านทางใจในการไม่อยากออกกำลังกายผ่านไปได้ เราก็จะสามารถรักษาความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายได้เช่นกัน หรือแม้แต่การนอนไถมือถือ ถ้าเรารอได้ที่จะไม่ไถมือถือก่อนนอน คุณภาพการนอนก็จะดีขึ้นได้เช่นกัน

นอกจากนี้ในเชิงจิตวิทยายังพบว่า คนที่รอเป็น มักจะมีความเครียดต่ำ เบิร์นเอ้าท์ช้ากว่า ฟื้นตัวจากความล้มเหลวได้ดีกว่า และมีคุณภาพชีวิตระยะยาวที่ดีกว่าด้วย เพราะอย่างน้อยการรอจะช่วยให้เราไม่ใช่อารมณ์ในการตัดสินใจ ช่วยลดพฤติกรรมระบายความเครียดแบบทำร้ายตัวเอง และเพิ่มความสามารถในการอยู่กับอารมณ์ไม่สบายใจได้ดีขึ้น

ใครที่เป็นคนอารมณ์พุ่งปรี๊ดปร๊าด…ปีใหม่นี้ลองปรับตัวเองใหม่ ทำอะไรให้ช้าลง หยุดหายใจ หยุดคิด และรู้จัก ‘รอให้เป็น’ และคุณจะเจอสิ่งที่ดีกว่าแน่นอน
 
-->