“ก็ไม่ได้ชอบหรอก แต่งานมันต้องเสร็จ” แชร์วิธีร่วมงานกับคนที่ไม่ชอบฉบับมือโปร

มันช่างลำบากใจซะเหลือเกินนนน! ต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนที่เราไม่ชอบไม่พอ ยังต้องมาร่วมงานกันด้วยอีกแล้วจะทำยังไงดีล่ะทีนี้? ถ้าให้เลือกเราก็คงอยากอยู่กับคนที่เราสบายใจนั่นแหละ แต่โลกของการทำงานเราไม่สามารถเลือกได้ขนาดนั้น จะขอปฏิเสธการร่วมงานก็ดูไม่เป็นมืออาชีพเอาซะเลย


 
ในขณะที่ความหลากหลายเป็นตัวขับเคลื่อนองค์กร แต่แน่นอนว่าทุกคนต่างที่มา ต่างถิ่นฐานกันหมด การไม่ชอบใจ ไม่คลิ๊กกับใครสักคนก็คงไม่แปลก ปัญหาเรื่องคนเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใจไม่ใช่น้อยเลย ยิ่งเราไม่หาทางออกเพื่อตัวเองก็คงจะทุกข์เข้าไปอีก
 
บางครั้งการจะบอกให้อื่นเปลี่ยนอาจเป็นเรื่องที่ยาก เราเลยมีคำแนะนำมาฝากทุกคนให้ลองหันมาจัดการกับความรู้สึกตัวเองกันสักหน่อยนะ
 
แยะแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานให้ได้ 
อันดับแรกที่หลายคนมักจะบอกก็คือให้แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงาน ถ้าสิ่งที่เขาทำให้เราไม่ชอบนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวก็ปล่อยเขาไป ignore บ้างก็ได้ ไม่ต้องเก็บมาคิดให้เป็นทุกข์ โฟกัสเรื่องงานให้สำเร็จตามเป้าหมายก่อนเป็นอันดับแรก หากสิ่งที่เราไม่ชอบคือการที่เขาทำงานไม่เก่งเราก็สามารถชี้แนะและให้คำแนะนำได้เหมือนกันนะ
 
มองย้อนกลับมาที่ตัวเองก่อน 
ทุกความไม่ชอบของคนเราล้วนมีที่มานั่นแหละและจำไว้เสมอว่า “เราไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไป” ลองถามตัวเองก่อนว่า “เราไม่ชอบอะไรคนคนนั้น?” “เรามีอคติอะไรกับเขา?” มนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่า “Confirmation Bias หรืออคติในการหาข้อมูลเพื่อยืนยันความเชื่อของตัวเองเท่านั้น” บางทีถ้าเราลองออกจากกรอบความคิดตัวเอง รับรู้ถึงอคติ เราก็จะมองเห็นถึงสถานการณ์ความเป็นจริงและปรับความคิดในทางที่ควรจะเป็นมากขึ้น
 
อย่าลดทอนคุณค่าและทำร้ายอีกฝ่ายเพียงเพราะแค่ไม่ชอบกัน
เมื่อเรามีคนที่ไม่ชอบ มันก็จะเกิดความคิดทางด้านลบ บางคนอาจถึงขั้นรอคอยวันที่เขาทำพลาดและไม่ช่วยเหลือ แต่หารู้ไม่สิ่งที่ทำให้เราเป็นคนมีพลังงานลบตลอดเวลา กลายเป็นคนที่ไม่น่าทำงานด้วยไปเลยนะ ซึ่งจริง ๆ แล้วคนเราก็ผิดพลาดกันได้และแต่ละคนก็ต้องมีจุดแข็งที่องค์กรรับเข้ามาทำงาน แค่ไม่ชอบกันไม่ได้แปลว่าต้องปิดกั้น ไม่ยอมรับ ไม่รับฟังความคิดเห็นในการทำงาน และควรให้เกียรติทุก ๆ คนด้วยน้า
 
คิดให้มากกว่าความรู้สึกที่ไม่ชอบ 
การมีสติควบคุมอารมณ์และการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจเป็นอีกสิ่งที่แสดงถึงศักยภาพในการจัดการและความเป็นผู้ใหญ่ของเรา ในขณะเดียวกันการโต้กลับแบบใช้อารมณ์ ใช้ความรุนแรงโดยขาดสติกลับเป็นสิ่งที่ทำลายบรรยากาศในการทำงานมากกว่านะ งานจะเสร็จได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชอบหรือไม่ชอบใคร ตัวแปรที่สำคัญในการทำงานคือการสื่อสารและแก้ปัญหาตัวงานร่วมกันมากกว่า 
 
Empathy เป็นสิ่งสำคัญ! 
โลกยุคปัจจุบันทักษะทางเทคนิคและความรู้เฉพาะด้านอาจไม่เพียงพอที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ สิ่งสำคัญที่องค์กรมองหาคือ "พลังแห่ง Empathy" หรือ "ความเห็นอกเห็นใจ" นั่นเอง บางครั้งมันเหมือนกับการคิดในมุมมองของอีกฝ่ายทำให้เราเข้าใจการกระทำของอีกฝ่ายมากขึ้นก่อนการตัดสินแค่ผิวเผิน เช่น พนักงานคนนึงเราคิดว่าน่ารำคาญมากเพราะเขาชอบพูดแสดงความคิดเห็นงานคนอื่นไปซะหมดเลย หากเราลองมองอีกมุมแปลว่าเขาใส่ใจและให้ความสนใจกับเรื่องงานโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องมาสนใจด้วยซ้ำ เผลอ ๆ มันอาจจะเป็นข้อเสียจุดนึงของงานที่เรามองไม่เห็นก็ได้นะ
 
เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะไม่ชอบใคร แต่เราไม่จำเป็นต้องแบกความทุกข์นั้นไว้ตลอดเวลาก็ได้ ถ้าเราเอาพลังงานลบมาทำให้บรรยากาศในการทำงานของเรามันแย่ลง เกิดความรู้สึกไม่อยากทำงาน สุดท้ายแล้วประสิทธิภาพของงานก็จะออกมาไม่ดีส่งผลเสียต่อตัวเราเองนั่นแหละ ปล่อยวางความเกลียดนั้นแล้วโฟกัสกับสิ่งที่ควรจะดีกว่าน้า
-->