Hyper-Empathy Syndrome แบกเรื่องของเขา จนใจเราพัง
ในวันที่โลกกำลังโฟกัสกับคำว่า Empathy หลายๆ ออฟฟิศใช้คำนี้เป็นคุณสมบัติที่มองหาในตัวผู้นำหรือสมาชิกในทีม แต่การมี Empathy ที่มากเกินไป อาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เพราะคุณอาจกำลังติดอยู่ใน Empathy Trap โดยไม่รู้ตัว
เมื่อ Empathy ไม่เท่ากับ Sympathy เราเชื่อว่ายังมีหลายคนที่อาจสับสนและคิดว่าสองคำนี้คล้ายกัน แต่ถ้าดูความหมายดีๆ สองคำนี้ต่างกันเกือบจะสิ้นเชิง เพราะ Sympathy คือความเห็นอกเห็นใจ ความสงสาร โดยมองและตัดสินสิ่งต่างๆ แบบมีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวเรา ในขณะที่ Empathy คือการที่เราพยายามจะเข้าใจและมองความรู้สึกของผู้อื่นจากมุมมองของเขาโดยไม่ใช้อารมณ์ของตัวเองเป็นตัวขับเคลื่อน เป็นความใส่ใจและรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นที่แท้จริง
เข้าใจแต่ละมิติของ ‘Empathy’ ในมุมมองทางจิตวิทยานั้น Empathy มีอยู่หลายประเภท ถ้าเราเข้าใจและเลือกใช้ให้ถูกก็จะเกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและคนอื่น
- Cognitive Empathy ความสามารถในการมองโลกจากมุมของคนอื่น เข้าใจถึงเหตุผล ความเชื่อ แรงจูงใจ และบริบทชีวิตของเขา เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกเหมือนเขา แต่เข้าใจ ‘โครงสร้างความคิด’ ของเขา เช่น เมื่อหัวหน้าเข้าใจว่าทีมกำลังกลัวความไม่แน่นอน จึงแสดงออกด้วยการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อเข้าใจในจุดนี้ก็จะช่วยลดความขัดแย้ง และวางแนวทางแก้ปัญหาได้
- Affective (Emotional) Empathy คือความรู้สึกตามอารมณ์ของผู้อื่น เวลาที่เห็นคนเศร้าแล้วเรารู้สึกเศร้าตาม หรือการที่เรารับรู้ความกลัว ความดีใจ หรือความเครียดของอีกฝ่าย เมื่อเราเข้าใจ สิ่งนี้จะสร้างความผูกพันและความไว้วางใจได้สูง แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เกิด emotional exhaustion หรือ burnout ได้เช่นกัน
- Compassionate Empathy คือการเข้าใจ รู้สึก และอยากช่วย ไม่ใช่แค่เข้าใจหรือรู้สึกตาม แต่มีแรงจูงใจที่จะลงมือช่วยอย่างเหมาะสม แบบนี้เป็นเหมือนการผสมผสานระหว่าง Cognitive กับ Affective ที่ไม่ได้หยุดแค่ความเข้าใจ หรือรู้สึกมีอารมณ์ร่วม แต่ส่งผลให้เกิดการกระทำที่เป็นผลลัพธ์เชิงบวก เช่น เมื่อหัวหน้าเข้าใจว่าทีมเครียด จึงปรับ workload อย่างเป็นระบบ วิธีนี้ไม่ใช่แค่เห็นใจ แต่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ
- Hyper-Empathy เป็นภาวะที่ไวต่ออารมณ์ผู้อื่นมากเกินไป จนแยกอารมณ์ตัวเองกับคนอื่นไม่ออก ทำให้เรากลายเป็นคนที่เครียดแทนคนอื่นได้ง่าย รู้สึกผิดเมื่อปฏิเสธ และตัดสินใจลำบากเพราะกลัวกระทบความรู้สึกของคนอื่น จนทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ลังเลไ่ม่กล้าตัดสินใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพจิต เครียดสะสม นอนไม่หลับ หรือหมดไฟได้ในที่สุด
ทำไม? Empathy ถึงสำคัญต่อทีม มีข้อมูลจาก Businessolver’s 2017 Workplace Empathy Monitor พบว่า 77% ของพนักงานพร้อมทำงานเพิ่มขึ้น ถ้าที่ทำงานมีบรรยากาศของ Empathy และ 92% ของฝ่าย HR บอกว่า Empathy เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร รวมถึง 80% ของพนักงานกลุ่ม Millennials จะลาออกหากนายจ้างขาด Empathy นอกจากนี้บุคคลสำคัญอย่าง Dr. Adam Waytz ได้พูดถึง Empathy คือทักษะสำคัญสำหรับผู้นำและการจัดการองค์กร เพราะช่วยให้ผู้นำเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมและพัฒนาประสบการณ์การทำงานให้ดีขึ้น
ไม่ใช่แค่ ‘ผู้นำ’ แต่ ‘ทุกคน’’ สำคัญกับการขับเคลื่อนทีม ในขณะที่ผู้นำที่มี Empathy มีแนวโน้มที่จะเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของคนในทีมได้ดี ผ่านการสังเกตการทำงาน รับฟังปัญหาด้วยความเข้าใจ เปิดโอกาสให้มีการสื่อสารที่เปิดกว้าง และพร้อมให้ความช่วยเหลือ ซัพพอร์ตใจในวันที่เจออุปสรรค ฝั่งของพนักงานเองก็สามารถมี Empathy ต่อเพื่อนร่วมงานได้เหมือนกัน โดยเริ่มจากการเข้าใจและรับฟังความรู้สึกและความคิดเห็นของคนอื่น พูดคุยเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ฟังคนอื่นด้วยเหตุผลก่อนตัดสิน และไม่คิดไปเอง
Empathy Trap คือสิ่งที่ต้องระวัง! แต่การเข้าใจคนอื่นก็ต้องระวังว่าความใส่ใจนั้น ‘ไม่มากเกินไป’ จนละเลยความต้องการของตัวเอง เพราะเมื่อเราเริ่มรู้สึกมีส่วนร่วม และจดจ่ออยู่กับความรู้สึกของคนอื่นมาก อยู่บ่อยๆ จนทำให้สูญเสียความสามารถในการรับรู้ความต้องการ และความรู้สึกของตัวเอง จนทำให้ความรู้สึกของตัวเองมักจะอยู่รองจากความรู้สึกของคนอื่นเสมอ รวมถึงเมื่อเรามี Empathy ที่มากเกินไป อาจมีผลต่อการตัดสินใจ และลังเลที่จะให้ feedback ตรงๆ อีกทั้งเมื่อแบกรับอารมณ์ของคนอื่นมากเกินไปอาจรับความเครียดของทีมมาเป็นของตัวเอง และจะรู้สึกผิดเมื่อต้องปฏิเสธ
Check อาการ…ว่าคุณอาจกำลังติด ‘กับดักความใส่ใจ’
- ใช้เวลามากกับการจดจ่ออยู่กับความรู้สึกของคนอื่น
- มักจะเก็บเหตุผลของตัวเองไว้ทีหลัง
- พยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่อีกฝ่ายทำ แม้ว่ามันจะดูไม่สมเหตุสมผล
การใส่ใจและให้ความสำคัญกับความต้องการของอีกฝ่ายเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมั่นใจว่าการใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นนั้น จะต้องไม่สูญเสียความต้องการของตัวเอง อย่าลืมหันกลับมาถามตัวเองว่า ‘เรารู้สึกยังไง ต้องการอะไร’ ถ้าเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ ให้ค่อยๆ เอาใจของตัวเองใส่ใจคนอื่นอย่างมีสติ ให้อยู่บนคำว่า ‘พอดี’



