สอนลูก ‘เคลียร์ความคิด’ ในวันที่อารมณ์รุนแรง
เราเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนต้องเคยผ่านโมเมนต์ที่ลูกมีอารมณ์รุนแรง โกรธ หงุดหงิด งอแง ซึ่งความคิดที่วิ่งอยู่ในหัวของพวกเขานั้นกำลังวุ่นวายและอยู่ในจุดที่เขาเองไม่สามารถควบคุมมันได้ สิ่งที่เด็กๆ กำลังเผชิญนี้เรียกว่าความท้าทาย ‘การกำกับอารมณ์’ หรือ Emotion Regulation ซึ่งทักษะนี้เป็นทักษะสำคัญต่อสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และความสามารถในการรับมือกับปัญหาในระยะยาว
ทำไมเด็กถึง ‘ควบคุมอารมณ์ยาก’ มีงานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า เด็กยังอยู่ในวันที่สมองส่วนที่ควบคุมการคิดอย่างมีเหตุผล คือ prefrontal cortex ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ในขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์อย่าง Amygdala ทำงานได้ค่อนข้างไว เมื่อเด็กต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์ สมองส่วนนี้จะตอบสนองก่อน ทำให้เด็กรู้สึกโกรธ ร้องไห้ออกมา James J. Gross นักจิตวิทยาจาก Stanford University ได้อธิบายว่า การเรียนรู้ emotional regulation คือกระบวนการที่ช่วยให้สามารถปรับความคิดและพฤติกรรมเพื่อจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม และเมื่อเด็กได้พัฒนาทักษะนี้ก็จะส่งผลดีต่อการมีสุขภาพจิตที่มั่นคง ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และความสามารถในการแก้ปัญหา
‘พ่อแม่’ ผู้ช่วยคนสำคัญ ในการช่วยเด็กจัดการกับอารมณ์ John Gottman นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ได้พูดถึงแนวคิดที่เรียกว่า Emotion Coaching Parenting ซึ่งเป็นวิธีตอบสนองต่ออารมณ์ของเด็กอย่างเข้าใจและช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการอารณ์ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้เขาสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น มีความสัมพันธ์กับเพื่อนดีขึ้น และมีลดปัญหาทางด้านพฤติกรรมลง ซึ่งพ่อแม่จะต้องช่วยให้เด็กรับรู้อารมณ์ มองอารมณ์เป็นโอกาสในการสอน รับฟังและสอนให้เขายอมรับความรู้สึกนั้น ช่วยตั้งชื่ออารมณ์ และหาวิธีแก้ปัญหา สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจความคิดตัวเองและเรียนรู้การจัดการอารมณ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป
เด็กต้องการ ‘การช่วยควบคุมอารมณ์ร่วม’ จากผู้ใหญ่ การที่ผู้ใหญ่ช่วยให้เด็กสงบอารมณ์ลงก่อน จนสามารถควบคุมตัวเองได้ เรียกว่า Co-regulation อย่าลืมว่าในช่วงที่เขากำลังมีอารมณ์รุนแรง สมองของเด็กยังไม่สามารถคิดได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ดังนั้นการอธิบายเหตุผลทันทีอาจไม่ได้ผล เพราะสิ่งที่เด็กๆ ต้องการคือ ความเข้าใจ ความปลอดภัยทางอารมณ์ และการสนับสนุนจากพ่อแม่ ซึ่งเมื่อระบบประสาทของเด็กสงบลงแล้ว สมองส่วนเหตุผลจึงจะกลับมาทำงานและเด็กจะสามารถทบทวนความคิดของตัวเองได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าพ่อแม่พยายามเข้าไปสอนทันที ทั้งๆ ที่เด็กอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับฟัง สิ่งที่เกิดขึ้น กลายเป็นการต่อต้าน หรือดีไม่ดี เด็กอาจจะเถียงกลับ หรือกลายเป็นปิดตัวเองจากพ่อแม่ไปเลย เพราะเขารู้สึกว่ากำลังถูกตัดสิน เพราะอย่าลืมว่าในสถานการณ์นั้นเด็กต้องการการยอมรับความรู้สึก มากกว่าคำสอนนั่นเอง
นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ควรทำ ในวันที่ลูกอารมณ์ล้น
#1: ช่วยให้เด็กหยุดก่อนตอบสนอง เวลาที่เด็กอารมณ์กำลังขึ้น สมองส่วนอารมณ์กำลังทำงานมากกว่าสมองส่วนเหตุผล เด็กจึงตอบสนองทันที ไม่ว่าจะเป็นการร้องไห้ ตะโกน หรือโวยวาย ซึ่งสิ่งสำคัญคือพ่อแม่ต้องจับมือกับลูก พากันหายใจเข้า-ออกลึกๆ นั่งนิ่งๆ ซักพัก เพื่อให้เขาพ้นจากสถานการณ์นั้นก่อนชั่วคราว สิ่งนี้จะช่วยให้ระบบประสาทของเด็กสงบลง และเปิดโอกาสให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
#2: ชวนให้เด็กๆ พูดความคิดในหัวออกมา เด็กหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าจะอธิบายความคิดที่อยู่ในหัวตัวเองออกมายังไง เวลาที่อารมณ์รุนแรง ความคิดต่างๆ จึงมักถูกเก็บไว้ในใจและยิ่งกลับทำให้อารมณ์รุนแรงมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากการตั้งคำถามง่ายๆ เช่น ตอนนั้นลูกกำลังคิดอะไรอยู่ หรืออะไรทำให้ลูกรู้สึกแบบนี้ เป็นต้น เพราะการที่เราให้เด็กพูดออกมาจะช่วยให้ความคิดที่กระจัดกระจาย เริ่มมีโครงสร้างและเข้าใจง่ายขึ้น
#3: ช่วยเด็กแยก ‘ความรู้สึก’ ออกจาก ‘ความจริง’ เด็กมักจะตีความเหตุการณ์ผ่านอารมณ์ของตัวเอง เช่น การที่เพื่อนไม่เล่นด้วย แปลว่า ไม่มีใครชอบเขา หรือการที่ถูกครูตำหนิแปลว่าเป็นคนที่แย่มาก คำพูดของคุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยได้ในสถานการณ์นี้คือ พูดกับลูกอย่างเข้าใจว่า ลูกเสียใจที่เพื่อนไม่เล่นด้วย ไม่เป็นไร แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาไม่ชอบลูก
#4: ชวนลูกมองในมุมมองอื่นๆ เมื่อเด็กเริ่มสงบลง พ่อแม่อาจช่วยให้เด็กได้ฝึกคิดในมุมอื่น เช่น ลูกคิดว่าเพื่อนอาจมีเหตุผลอื่นอีกมั้ย หรือถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ลูกคิดว่าลูกอยากลองทำอะไรดี การตั้งคำถามลักษณะนี้ จะช่วยให้เด็กฝึกการคิดอย่างยืดหยุ่น (Flexible Thinking)
#5: ให้พื้นที่ให้ลูกสงบและจัดการอารมณ์ของตัวเอง เด็กบางคนอาจต้องการเวลาเงียบๆ ในการจัดระเบียบความคิด เช่น วาดรูป เขียนความรู้สึก ฟังเพลง หรือเล่นของเล่นที่ผ่อนคลาย กิจกรรมในลักษณะนี้จะช่วยให้เด็ก ค่อยๆ จัดระเบียบความคิดและอารมณ์ของตัวเอง
เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะจัดการความคิดและอารมณ์ของตัวเองตั้งแต่เล็ก จะช่วยให้เขาสามารถรับมือกับความเครียด ความผิดหวัง หรือปัญหาในชีวิตได้ดีขึ้น เพราะเด็กจะสามารถคิดอย่างมีเหตุผล ควบคุมพฤติกรรมตัวเอง และตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น การเรียนรู้ และสุขภาพจิตที่มั่นคงในระยะยาว



