รื้อทิ้ง! สิ่งที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับ ‘โภชนาการของลูก’
เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศเกี่ยวกับคู่มือโภชนาการฉบับล่าสุด Dietary Guidelines 2025-2030 ซึ่งทำให้ความเชื่อหรือความเข้าใจต่างๆ ที่เคยมีกันมานานถึงกับสั่นคลอน แต่จะเพราะอะไร แล้วมีปรับเปลี่ยนยังไงบ้าง มาดู!
จำกัดการเติม ‘น้ำตาล’ แน่นอนว่าน้ำตาลเป็นเหมือนของต้องห้ามสำหรับเด็กๆ ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็มีการจำกัดน้ำตาลในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี เรียกว่าไม่ควรเติมน้ำตาลเลย แต่ในคู่มือโภชนาการล่าสุดนั้น เขาแนะนำว่าเด็กที่อายุน้อยกว่า 11 ปี ไม่ควรเติมน้ำตาล หรือถ้าจะมีจริงๆ ก็ไม่ควรเกิน 10 กรัม ซึ่งจะเห็นว่าได้มีการขยายขอบเขตอายุที่มากขึ้นในการจำกัดน้ำตาลอย่างเคร่งครัดสำหรับเด็กๆ เพราะน้ำตาลนอกจากจะไม่ได้จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อสมองและลำไส้ในระยะยาวได้ด้วย
เน้น Real Food เดิมเราอาจจะโฟกัสที่สารอาหารเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันเขาให้ย้ายจุดโฟกัสไปที่ระบบอาหาร ซึ่งการกินอาหารจริง ไม่ได้หมายถึงการทำอาหารให้กินเอง แต่หมายถึงอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด มีสารอาหารที่ครบถ้วนตามธรรมชาติ มีโครงสร้างอาหารที่ใกล้เคียงธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้สด ข้าวกล้องไม่ขัดสี ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นม โยเกิร์ต ถั่วและเมล็ดพืช เพราะนอกจากอาหารแปรรูปจะทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ ในอนาคตแล้ว การกินอาหารจริง ยังสร้างรสนิยมการกินในระยะยาวได้ด้วย เพราะเด็กจะคุ้นเคยกับรสธรรมชาติ ไม่ใช่ติดกับรสชาติปรุงแต่ง
โปรตีน comes first ใครที่พอได้อ่านคู่มือก่อนหน้านี้ของปี 2020-2025 จะรู้สึกได้เลยว่า Guideline ใหม่นี้ มีการพูดถึงโปรตีนมากขึ้นค่อนข้างมาก จากที่แต่เดิมเรามองแค่ว่าโปรตีนคือหนึ่งในสารอาหารที่ควรจัดสรรให้พอ เพื่อป้องกันการขาดโปรตีน แต่ปัจจุบันโปรตีนคือแกนหลักของมื้ออาหารและการเติบโต โดยให้ตั้งเป้าหมายไปเลยว่า เด็กๆ ต้องกินโปรตีนให้ได้ใน ‘ทุกมื้อ’ และกินให้หลากหลาย ทั้งจากสัตว์และพืช เพื่อการเติบโต ทั้งสมองและพัฒนาการต่างๆ
นม Full-Fat ไม่ใช่ผู้ร้ายอีกต่อไป เหตุผลหลักๆ ที่แต่เดิมมักจะมีการแนะนำให้เลือกกินนมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย ก็คือหนึ่งเพื่อควบคุมแคลอรี และป้องกันโรคอ้วน เนื่องจากมองว่าไขมันเป็นตัวที่ให้พลังงานสูง และมีความเชื่อว่าเด็กที่กินไขมันจะทำให้อ้วนง่าย และสองคือย้อนไปสมัยเมื่อทศวรรษที่ 1970-2000 มีงานวิจัยด้านสาธารณสุขในสหรัฐฯ พบว่า ไขมันอิ่มตัว ไปเพิ่มคอเลสเตอรอลตัวไม่ดี อย่าง LDL ซึ่งเมื่อ LDL สูงก็เสี่ยงโรคหัวใจ จึงเกิดแนวคิดว่า เพราะฉะนั้นถ้าลดไขมันอิ่มตัวตั้งแต่เด็ก ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจในอนาคตได้ เด็กๆ โดยเฉพาะในช่วงอายุที่ต่ำกว่า 2 ปี จึงถูกแนะนำให้ดื่มนม low-fat หรือ skim milk นั่นเอง จนมาเมื่อช่วง 10 ปีหลังที่เริ่มมีงานวิจัยชิ้นใหม่ๆ ที่บอกว่า การกินนมไขมันเต็มส่วนนั้น ไม่ได้สัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจในเด็ก แถมการกินนม full-fat ยังช่วยให้อิ่มนานกว่า ควบคุมการกินได้ดีกว่า เผลอๆ อาจจะอ้วนน้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่ต้องเลือกแบบที่ไม่เติมน้ำตาลด้วยล่ะ
สุขภาพของลำไส้ เป็นสิ่งสำคัญ ลำไส้คือ ‘ระบบฝึกภูมิคุ้มกัน’ เพราะฉะนั้นถ้าจะดูแลลำไส้ให้เด็กๆ เขาแนะนำว่าควรเริ่มจาก prebiotic หรืออาหารที่เลี้ยงจุลินทรีย์ ก่อน เน้นเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว เมล็ดพืช รวมถึงโยเกิร์ตธรรมชาติ ไม่แต่งกลิ่น ไม่เติมน้ำตาล และลดอาหารแปรรูปเพื่อปกป้องลำไส้ เพราะการดูแลลำไส้ไม่ใช่แค่การเติมของดี แต่ต้องลดสิ่งรบกวนที่อาจทำให้เกิดการอักเสบด้วย และลำไส้เด็กจะแข็งแรงได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งเสริมเติมแต่ง แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เด็กกินในทุกๆ วัน
และนี่ก็เป็นเพียงประเด็นสำคัญบางส่วนที่เราดึงมาอัพเดตให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้รับรู้ร่วมกัน ส่วนบ้านไหนมีความคิดเห็นยังไง ก็คอมเมนต์เข้ามาพูดกันกันได้เลย เรารอฟังอยู่!



